บทเรียน : จากบ้านเกิดสู่แดนสยาม

เมื่อกลับบ้านวันนี้ หนูจะได้

  • เรียนรู้ถึงการยอมเสียสละของพระเยซูซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับครอบครัวหมอบรัดเล่ย์
  • เข้าใจว่าการเป็นพยานเรื่องของพระเยซู เป็นหน้าที่ของผู้เชื่อทุกคนรวมทั้งตัวครูและหนูด้วย
  • ยอมเสียสละเพื่อผู้อื่น เพราะความรักที่หนูมีต่อพระเยซู

ข้อท่องจำ

“เท้าของผู้นำข่าวดีมาก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา ผู้โฆษณาสันติภาพ ผู้นำข่าวดีของเรื่องดี ผู้โฆษณาความรอด”-อิสยาห์ 52:7

T I P S สำหรับคุณครู

ชีวิตการประกาศพระเยซูข้ามถิ่นและวัฒนธรรมของหมอบรัดเล่ย์เป็นตัวอย่างที่ดีต่อเราทุกคน ครูควรเล่าเรื่องราวชีวิตของท่านทั้งความมุ่งมั่น ความสำเร็จ       ความล้มเหลว การสูญเสีย แสดงให้เด็กเห็นว่าท่านเป็นคนธรรมดาเฉกเช่นเรา แต่ท่านยอมเสียสละความสบายส่วนตัว เพื่อรับใช้ผู้อื่น ซึ่งตามพระคัมภีร์แล้ว การประกาศและการรับใช้ผู้อื่นเป็นหน้าที่ของผู้เชื่อทั้งครูและเด็กๆ ทุกคน ดังนั้นการเป็นมิชชันนารีไม่ใช่เรื่องไกลตัวครูหรือตัวเด็กเองอีกต่อไป

 

เกม “เสือข้ามห้วย”

วิธีเล่น

  • ครูเลือกหรือขออาสาสมัครเด็กหนึ่งคนให้มาเป็นห้วย ส่วนเด็กที่เหลือให้เป็นเสือ
  • เด็กๆ ที่เป็นเสือจะต้องกระโดดข้ามห้วย โดยไม่ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายถูกตัวห้วย ถ้าใครถูกตัวห้วย เสือตัวนั้นต้องตาย และมาเป็นห้วยแทน แล้วเริ่มเล่นใหม่ต่อไป
  • เด็กที่เป็นห้วยจะทำท่าต่างๆ ให้เสือกระโดดข้ามห้วยดังนี้

ท่าหนึ่ง- นั่งเหยียดขาขวาให้เสือกระโดดข้าม ท่าสอง- เหยียดขาซ้ายวางซ้อนทับขาขวา

ท่าสาม- เหยียดแขนขวา กางนิ้วออกต่อบนนิ้วหัวแม่เท้าซ้าย

ท่าสี่- เหยียดแขนซ้าย กางนิ้วออกต่อบนนิ้วของมือขวา

ท่าช้างค่อม- คุกเข่า ใช้ฝ่ามือยันพื้น

ท่าช้างยืน- โค้งตัวขาเหยียด มือแตะพื้นให้เสือรอด

ท่าสะพานพระรามเก้า- ยืนขึ้น แอ่นตัวโค้งตัวลงไปด้านหลัง (เป็นสะพานโค้ง) ให้เสือคลานรอดไป

ชีวิตของหมอบรัดเล่ย์

ภาพที่ 1  ในราวปี คศ. 1834 หมอบรัดเลย์ หรือ ดร. แดน บีช บรัดเลย์ และภรรยาได้ลงเรือสำเภาเดินทางมาประเทศไทยในฐานะมิชชันนารีชาวอเมริกัน หมอ บรัดเลย์เป็นคนนิวยอร์ค เมื่ออายุได้ 21 ปีท่านตัดสินใจอยากจะเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ในสมัยนั้นท่านได้ยินว่ามีความต้องการมิชชันนารีที่เป็นแพทย์มาก ท่านจึงตัดสินใจที่จะศึกษาวิชาแพทย์เพื่อจะใช้เป็นเครื่องนำร่องในการประกาศข่าวประเสริฐในต่างแดน เมื่อท่านสำเร็จการฝึกงานและสอบเพื่อรับปริญญาแพทยศาสตร์เป็นเวลา 8 ปี อาจารย์ที่ปรึกษาของท่านแนะนำว่าหมอบรัดเลย์น่าจะมีคู่อุปถัมภ์หรือภรรยาก่อนที่จะไปรับใช้พระเจ้าในต่างแดน หมอ บรัดเลย์จึงตัดสินใจเขียนจดหมายไปหา   เอมิลี่ คลินตันหญิงที่อาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำให้ เพื่อขอแต่งงานและเดินทางไปรับใช้พระเจ้าด้วยในกันสยามประเทศ เอมิลี่เป็นผู้หญิงได้รับการศึกษาขั้นสูง และภายหลังกลายเป็นครูดีเด่นในโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง ทั้งสองคนไม่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน แต่ด้วยหัวใจรักในองค์พระผู้เป็นเจ้าและข่าวประเสริฐ เอมิลี่จึงตกลงตัดสินใจแต่งงานกับหมอบรัดเลย์

ภาพที่ 2  หลังจากทั้งสองแต่งงานกันได้เพียง 8 วัน พวกเขาก็ลงเรือสำเภาเพื่อจะเดินทางมายังประเทศไทย ห้องใต้ท้องเรือที่หมอบรัดเลย์และเอมิลี่พักนั้น กว้างเพียง 2x2 เมตร มีเตียงเล็กๆ อยู่ที่มุมห้อง อีกฝั่งหนึ่งของมุมห้องก็เป็นหีบที่ใส่ของส่วนตัวเพื่อใช้ในการเดินทาง ของส่วนใหญ่ก็จะเป็นส้ม และผลไม้แห้งเพื่อเป็นอาหาร อีกส่วนหนึ่งเป็นหนังสือศาสนศาสตร์ และตำราแพทย์อีกมากมาย การเดินทางทางทะเลใช้เวลายาวนาน และยากลำบาก หมอบรัดเลย์บันทึกตอนหนึ่งระหว่างการเดินทางในครั้งนั้นว่า “ไม่มีผู้ใดในคณะของเรานี้ หวังจะได้กลับไปเห็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนอีก” แต่เอมิลี่กลับบันทึกไว้ในไดอารี่ของเขาว่า ขอบคุณพระเจ้าที่เขาได้มีโอกาสฮันนีมูนยาวนานขนาดนี้ และหลังจากนั้นไม่นาน เอมิลี่ก็ตั้งท้องลูกคนแรกของพวกเขา  

พวกเขาใช้เวลาถึง 6 เดือนบนเรือจากบอสตัน สหรัฐอเมริกามาถึงท่าเรือเมืองสิงคโปร์ การเดินทางในครั้งนี้เขาทั้งสองได้รู้จักกับ ศจ.วิลเลี่ยม ดีนและภรรยาซึ่งกำลังตั้งท้องเช่นกัน ท่านทั้งสองมีหมายกำหนด การจะเดินทางไปรับใช้พระเจ้าที่ประเทศจีน เมื่อหยุดพักระหว่างทางที่เมืองสิงคโปร์ ภรรยาของศจ.ดีนถึงกำหนดคลอดและได้ให้กำเนิดลูกสาวหน้าตาน่ารัก แต่น่าเสียใจที่มารดาเกิดมีอาการแทรกซ้อนชักและเสียชีวิตในเวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ในขณะเดียวกันที่ภรรยาของอาจารย์ดีนกำลังป่วย  เอมิลี่เกิดเจ็บท้องคลอดทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาคลอด นางได้ให้กำเนิดลูกสาวก่อนกำหนด แต่ด้วยอุปกรณ์การแพทย์ยังไม่ทันสมัยและจำกัด หมอบรัดเลย์ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของซาร่าห์ลูกสาวของตนเองได้ เด็กมีชีวิตอยู่เพียง 8 ชั่วโมงก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ

ภาพที่ 3  เหตุการณ์นี้นำความโศกเศร้ามายังครอบครัวบรัดเลย์อย่างมากที่ต้องสูญเสียลูกคนแรกของพวกเขาไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นของท่านทั้งสองที่จะร่วมทนทุกข์กับพระเยซูคริสต์เพื่อข่าวประเสริฐของพระเจ้า เขาจึงตัดสินใจรับลูกสาวของอาจารย์ดีนมาเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรมอยู่หลายปี จนอาจารย์ดีนได้เข้าไปรับใช้และตั้งหลักแหล่งที่แน่นอนในประเทศจีน จึงได้รับลูกสาวคนนี้ไปอยู่ด้วย

ครอบครัวบรัดเลย์เดินทางโดยเรือโดยสารต่อมายังปากแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือนกรกฎาคม ปี 1835 (พศ.2378) ในขณะนั้นประเทศไทยมีนามว่า “สยามประเทศ” หรือรู้จักกันในนาม “เมืองไทย” หรือ “ดินแดนช้างเผือก” เป็นสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ครองราชยสมบัติ เวลานั้นเมือง ไทยยังไม่เจริญเหมือนเช่นปัจจุบันนี้ การค้าการคมนาคมส่วนใหญ่ต้องอาศัยแม่น้ำลำคลอง ยังไม่มีรถยนต์ โทรศัพท์ โทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะที่ใช้กันก็ยังพึ่งพาช้าง ม้า วัว ควายและเกวียนในการขนส่ง และช่วยงานในไร่นา เช้าวันที่ใกล้ถึงฝั่งเมืองไทยเป็นเช้าวันอาทิตย์ ท้องฟ้าเปิด สีฟ้าสดใส จิตใจของหมอบรัดเลย์ไม่เคยชื่นชมดีใจที่ได้เห็นแผ่นดินอย่างนี้มาก่อนเลย  เมื่อมองเห็นภาพวิวของสยาม ป่าเขาแปลกตา ต้นไม้สีเขียวขจี เขาก็ซาบซื้งกับฝีพระหัตถ์การทรงสร้างของพระเจ้า และนึกในใจว่านี่จะเป็นบ้านหลังใหม่ของเขา

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” เป็นคำสั่งที่พระเยซูทรงให้ไว้กับเหล่าสาวกก่อนที่พระเยซูจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ คำสั่งของพระองค์ถูกเพิ่มพลังด้วยต้นแบบชีวิตของพระองค์เอง พระองค์ผู้เป็นพระเจ้า แต่ยอมกลับสละพระองค์เอง ทนทุกข์ทรมานจนถึงความตาย ก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้ชีวิต นี่คงเป็นต้นแบบชีวิตที่หมอบรัดเล่ย์และเอมิลี่ยึดไว้เป็นหนทางในการดำเนินชีวิตมิชชันนารีของเขา

ภาพที่ 4  การยอมเสียสละของพระเยซู สอนให้ครอบครัวบรัดเล่ย์ยอมสละความเป็นอยู่ที่สุขสบาย    ในเวลานั้นพ่อของหมอบรัดเล่ย์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเมืองและผู้พิพากษามีตำแหน่งหน้าที่การงานที่รุ่งเรือง ส่วนเอมิลี่เป็นครูดีเด่นในโรงเรียนซึ่งป้าของเขาเองเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ทั้งสองกลับยอมสละชีวิตที่หรูหรา เดินทางมา ยังเมืองไทยที่ยังไม่มีแม้แต่โรงเรียนหรือโรงพยาบาล เขาต้องสูญเสียลูกคนแรกไประหว่างการเดินทางมายังเมืองไทย แต่ความเศร้าโศกเสียใจครั้งนี้คงสอนให้เขาได้เห็นถึงความเจ็บปวดที่พระเจ้าต้องสูญเสียบุตรคนเดียวของพระองค์ เพื่อแลกกับความรอดของมนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นจึงทำให้หมอบรัดเล่ย์และเอมิลี่ไม่คิดนั่งเรือย้อนกลับไปอเมริกา แต่ยอมทนต่อความยากลำบากและความสูญเสีย เพื่อจุดหมายเพียงอย่างเดียว คือให้คนไทยมีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์         

บทเรียนนี้เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร?

ภาพที่ 5  สำหรับหนูแล้วพระคุณของพระเจ้ามีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตหนูได้อย่างไร? การยอมเสียสละของพระเยซูสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้หนูดำเนินชีวิตกับพระเจ้าในทุกๆ วัน ช่วยหนูในการตัดสินใจหรือแม้แต่ยอมเสียสละเพื่อผู้อื่น เช่น หนูตัดสินใจที่จะไม่ทะเลาะตบตีน้องถึงแม้น้องจะเป็นฝ่ายผิด บางครั้งหนูอาจยอมเอาเงินจากกระปุกออมสินไปซื้อของเล่นเพื่อไปบริจาคให้กับเด็กด้อยโอกาสแทนที่จะเอาเงินนั้นไปซื้อเกมหรือของเล่นสำหรับตัวเอง หรือหนูเลือกที่จะบอกเพื่อนๆ เกี่ยวกับพระเยซูเมื่อหนูมีโอกาสแทนที่จะปิดบังไม่ให้ใครรู้ว่าหนูเป็นคริสเตียน พระกิตติคุณของพระเจ้าไม่ใช่แค่ความรู้ในสมองเท่านั้น แต่ทั้งครูและหนูมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้พระกิตติคุณนั้นมีชีวิตขึ้นโดยการสำแดงผ่านทางชีวิตของเรา

รูปภาพประกอบ

ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ  เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา

คำถามอภิปราย

  1. ทำไมหมอบรัดเล่ย์ตัดสินใจเรียนวิชาแพทย์ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 8 ปี?
  2. หมอบรัดเล่ย์และเอมิลี่เดินทางมาประเทศไทยโดยทางไหน?
  3. เกิดอะไรขึ้นกับลูกคนแรกของพวกเขา?
  4. หนูคิดว่าเอมิลี่และหมอบรัดเล่ย์โทษพระเจ้าไหมที่พวกเขาต้องสูญเสียลูกคนแรกของเขาไป? ทำไมหนูถึงคิดอย่างนั้น?
  5. หมอบรัดเล่ย์ใช้ใครเป็นต้นแบบ หรือตัวอย่างในการดำเนินชีวิตของเขา? เพราะอะไร?
  6. หมอบรัดเล่ย์ยอมเสียสละความสุขสบาย ชีวิตที่หรูหราในอเมริกา เพราะเห็นแก่พระเยซู พระเยซูยอมเสียสละอะไรบ้างเพื่อพวกเราทุกคน?
  7. จากบทเรียนนี้ หนูจะสละอะไรบ้างเพื่อพระเยซู และเพื่อคนอื่น?

กิจกรรม

เท้าของผู้นำข่าวดี

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • รองเท้าฟองน้ำแบบหนีบ (ใหม่)          
  • กล่องพัสดุสำหรับใส่รองเท้า
  • ลูกโป่งใบเล็กสำหรับใส่น้ำ (150 ใบ/รองเท้า 1 คู่)

วิธีทำ

  • รองเท้าที่เด็กจะทำด้วยกันนี้จะเป็นของขวัญแก่ผู้รับใช้พระเจ้าที่นำข่าวดีออกไปให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นครูควรหามิชชันนารีหรือผู้รับใช้พระเจ้าที่คริสตจักรมีส่วนสนับสนุนงานของเขา หากไม่มีให้ครูหาผู้รับใช้ที่ไปรับใช้พระเจ้าต่างถิ่นก็ได้
  • แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่มสำหรับตกแต่งรองเท้ากลุ่มละข้าง หากมีเด็กจำนวนมากอาจจะทำรองเท้ามากกว่า 1 คู่ก็ได้
  • ใช้รองเท้าฟองน้ำแบบหนีบ ใช้ลูกโป่งที่ละลูกรัดรอบสายหนีบแล้วผูก ให้ปมของลูกโป่งอยู่ด้านบนของสายหนีบ เลือกลูกโป่งต่างสีผูกและรัดปมบนสายหนีบต่อๆ ไปจนลูกโป่งสีต่างๆ สามารถปิดสายหนีบทั้งหมด
  • ครูทบทวนข้อท่องจำ (อิสยาห์ 52:7 “เท้าของผู้นำข่าวดีมาก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา ผู้โฆษณาสันติภาพ ผู้นำข่าวดีของเรื่องดี ผู้โฆษณาความรอด”) ข้อท่องจำนี้ไม่ได้พรรณาถึงความสวยงามของเท้ามนุษย์ แต่กำลังพรรณาถึงคนที่ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์ ข่าวดีเรื่องความรอด ซึ่งเป็นคำสั่งของพระเยซูในมาระโก 16:15 ว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน” ให้เด็กตอบคำถามเพื่อสรุปความคิดของตัวเองว่า พระเยซูสั่งให้เราทั้งหลายไปที่ไหนบ้าง? และประกาศข่าวประเสริฐแก่ใครบ้าง?
  • ครูเตรียมกล่องพัสดุสำหรับใส่รองเท้า และเลือกเด็กคนหนึ่งให้เขียนที่อยู่ของมิชชันนารีจ่าหน้าพัสดุเพื่อเตรียมส่งให้เป็นของขวัญหนุนใจ อาจส่งไปพร้อมข้อท่องจำประจำสัปดาห์นี้ก็ได้

กิจกรรม

ระดมความคิด ระดมใจ ระดมทุน

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ถุงกระดาษสีน้ำตาลที่มีก้นเมื่อกางออกมาแล้วสามารถตั้งได้
  • สีเมจิก สำหรับเขียนบนถุง
  • ลูกปัดหรือสติกเกอร์สำหรับตกแต่ง (ถ้ามี)

วิธีทำ

  • ครูหนุนใจเด็กโดยการชี้ให้เขาเห็นว่ามิชชันนารีที่ออกไปประกาศเรื่องของพระเยซูต่างแดน โดยส่วนใหญ่พวกเขาออกไปด้วยความเชื่อโดยไม่มีเงินเดือนประจำ ดังนั้นเงินที่เขาใช้เลี้ยงชีพนั้น มาจากคริสตจัรและจากเพื่อนๆ พี่น้องคริสเตียนที่ช่วยกันถวาย ในขณะที่เด็กยังไม่สามารถไปประกาศต่างแดนได้ เด็กๆ สามารถเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการประกาศข่าวประเสิรฐได้สองวิธี คือ การอธิษฐานเผื่อมิชชันนารีและงานของเขา อีกวิธีหนึ่งคือ การถวายเงินให้แก่มิชชันนารีในการใช้จ่ายและทำงาน
  • ครูเลือกมิชชันนารีหรือผู้รับใช้คนหนึ่ง (ถ้าเป็นคนที่คริสตจักรสนับสนุนอยู่แล้วยิ่งดี) ซึ่งจะเป็นผู้ที่ชั้นเรียนของเราอธิษฐานและจะช่วยกันระดมความคิด ระดมใจ และระดมทุนถวายเพื่องานพันธกิจของเขา
  • แจกถุงกระดาษ สีและอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ ให้เด็กนั่งทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ และจะตกแต่งให้เป็นถุงสำหรับใส่เงินถวายของเด็กๆ อาจจะตกแต่งถุงให้เด็กระลึกถึงงานมิชชั่น หรือข่าวประเสริฐของพระเยซู เช่น วาดรูปปลาเป็นสัญญลักษณ์ การหาคนแทนหาปลา หรือรูปไม้กางเขนสีแดงแสดงถึงการถวายเพื่อคนอื่นจะได้ยินเรื่องของพระเยซู
  • ให้เด็กช่วยกันระดมความคิดว่าพวกเขาจะช่วยกันหาเงินมาใส่ในถุงของตนได้อย่างไรบ้าง เพื่ออีกสองสัปดาห์จะถูกรวบรวมและส่งไปให้มิชชันนารี (เช่น เก็บแยกขยะและนำไปขาย, ทำงานบ้านบางอย่างเมื่อได้เงินเป็นค่าจ้างก็นำมาถวาย, เก็บสะสมจากเงินที่ได้ไปโรงเรียน, ขายขนมหรือเก็บผลไม้ไปขาย) ครูช่วยหนุนใจและสนับสนุนให้เด็กทำตามกำลังและความสามารถของเขา ในขณะเดียวกันครูจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ปกครองของเด็กทราบถึงโครงการนี้ เพื่อทำความเข้าใจและขอการสนับสนุนจากผู้ปกครองอีกแรงหนึ่ง)
  • ครูกำหนดเวลาสองสัปดาห์ คือในสัปดาห์ที่สามของบทเรียนนี้ ในช่วงกิจกรรมเด็กทุกคนในชั้นจะมาแบ่งปันเป็นพยานว่าเขาทำอะไรบ้างเพื่อจะได้เงินถวายในถุงนี้ ครูจำเป็นต้องคอยเตือนและติดตามหนุนใจให้เด็กทำโครงการในทุกสัปดาห์เพื่อจะเห็นผลสัมฤทธิ์
  • อธิษฐานขอพระเจ้าช่วยให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจความหมายของการเสียสละและการให้ผู้อื่น

กิจกรรม

ภาพระบายสี