บทเรียน : รอดโดยพระคุณ

เมื่อกลับบ้านวันนี้ หนูจะได้

  • เข้าใจพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
  • รู้ว่าหนูจะรอดได้โดยพระคุณทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่หนูสามารถทำได้ด้วยตัวหนูเอง
  • ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วย (สำหรับเด็กที่ยังไม่เชื่อ) และตอบสนองพระคุณของพระเจ้าด้วยชีวิตของหนู (สำหรับเด็กคริสเตียน)

ข้อท่องจำ

“ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้” -เอเฟซัส 2:8

T I P S สำหรับคุณครู

การท่องข้อท่องจำส่วนใหญ่ เด็กมักจะใช้เสียงดังขึ้น ดังขึ้น จนบางครั้งความสนุกในการใช้เสียงแข่งกัน ทำให้เสียงไปรบกวนชั้นเรียนอื่น หรือเสียงชนกันจนไม่สามารถจับใจความได้ อีกวิธีหนึ่งที่คุณครูอาจทำได้คือ การให้เด็กท่องข้อท่องจำด้วยวิธีกระซิบเบาๆ หรือพูดโดยไม่ให้มีเสียง  หรือการเข้าแถวแล้วท่องต่อกันที่จะคน คนละคำ

เกม “น้ำขึ้น น้ำลง”

วิธีเล่น

  • ครูเขียนวงกลมลงบนพื้น 1 วง ขนาดให้พอดีกับจำนวนเด็ก
  • สมมุติว่าภายนอกวงเป็นคลอง ส่วนภายในวงกลมเป็นตลิ่ง ให้เด็กทั้งหมดยืนอยู่บนตลิ่งคือภายในวงกลม
  • เมื่อครูบอกว่า “น้ำขึ้น” ให้ทุกคนกระโดดเข้าไปในวงกลม และถ้าบอกว่า “น้ำลง” ในกระโดดมายืนอยู่นอกวงกลม
  • คนใดอยู่ในคลองเมื่อน้ำลง หรืออยู่บนตลิ่งเมื่อน้ำขึ้นให้ถือว่าตาย และต้องถูกคัดออกจนเหลือผู้ชนะ
  • การบอกน้ำขึ้นน้ำลงอาจจะสลับกันไปมา และต้องบอกให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความสนุก

ชีวิตของหมอบรัดเล่ย์

ภาพที่ 1  หมอบรัดเล่ย์รับใช้อยู่ในเมืองไทยจนท่านเสียชีวิตในปี 1873 (พ.ศ. 2416) ในสมัยรัชกาลที่ 5 รวมเวลาในการรับใช้ถึง 38 ปี สิ่งสำคัญที่เราน่าจะยกย่องคือชีวิตแห่งการทุ่มเท เสียสละตนเองเพื่อพระคริสต์ และพี่น้องชาวไทย ในขณะที่มิชชันนารีหลายต่อหลายคนย้ายไปประเทศจีนแผ่นดินที่เกิดผลฝ่ายวิญญาณอย่างมากมาย หมอบรัดเล่ย์อดทนและยืนหยัดในการรับใช้ถึงแม้ชั่วชีวิตของท่านจะมีไม่กี่คนที่กลับใจมารับเชื่อพระเจ้า ท่านไม่เคยลดละในการประกาศข่าวประเสริฐและเทศนาเรื่องราวของพระเจ้าในทุกโอกาส ถึงแม้งานที่หลายคนกล่าวว่าไม่เกิดผล คือนับจากจำนวนคนที่กลับใจ ในทางกลับกันผลที่เกิดขึ้นในชีวิตของหมอบรัดเล่ย์กลับชัดเจนต่อสายตาของชาวไทย ท่านอ่อนน้อมสุภาพ ทุ่มเทและรักคนไทย ชีวิตของท่านทำให้ไม่มีใครกล่าวร้ายพระเยซูคริสต์ของเราได้ แม้แต่สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงอนุญาตให้หมอบรัดเล่ย์วิจารณ์ราชวงศ์อย่างเปิดเผย เพราะพระองค์เชื่อใจหมอบรัดเล่ย์ และรู้ว่าหมอ บรัดเล่ย์จะเห็นแก่ประโยชน์ของเมืองไทยก่อนเสมอ

ภาพที่ 2  มิชชันนารีอย่างหมอบรัดเล่ย์ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอะไรบ้างในการประกาศข่าวประเสริฐกับคนไทย เช่นเดียวกับมิชชันนารีคนอื่นๆ ที่ต้องประสบกับความยากลำบากเรื่องภาษา ยิ่งในเวลานั้นยังไม่มีพระคัมภีร์ภาษาไทยเหมือนอย่างในปัจจุบัน คำหลายคำที่ต้องใช้ในการประกาศก็ยังไม่ได้แม้แต่บัญญัติขึ้น เช่น เมื่อจะพูดถึงพวกผู้เผยพระวจนะ ภาษาไทยมีคำว่า “โหร” จะพูดถึงคำว่า “พระเจ้าผู้สร้างโลก” คนไทยไม่เชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้า ในสังคมไทยมี “พระ” และ “เจ้า” แต่ไม่มี “พระเจ้า” แล้วคำว่า “ความหวัง ความเชื่อ การกลับใจใหม่” คำเหล่านี้ยังไม่เคยมีใครใช้ จึงทำให้คนไทยฟังแล้วไม่เข้าใจ และกลับคิดว่าคริสเตียนเป็นศาสนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ยากที่จะเข้าใจ  อีกสิ่งหนึ่งที่ท้าทายผู้รับใช้พระเจ้าทุกท่านตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน คือวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวไทยที่ถูกหล่อหลอมด้วยพุทธศาสนา ซึ่งศาสนาพุทธของคนไทยนั้นรับเอาการนับถือผี และพราหมณ์ฮินดูเข้ามาผสมผสานกลมกลืนจนแยกกันไม่ออก นับตั้งแต่วันที่คนเกิด เข้าโรงเรียน สร้างบ้าน ช่วงเก็บเกี่ยวแต่งงาน เจ็บป่วย  เสียชีวิต ล้วนแล้วแต่มีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่คนๆ หนึ่งจะมาเป็น คริสเตียน และมีชีวิตที่แตกต่างเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและคำอธิษฐานอย่างมาก

ภาพที่ 3  เช่นตัวอย่างชีวิตของนางม้วน-ในสมัยของหมอบรัดเล่ย์ เมืองไทยมีคริสเตียนน้อยมาก นางม้วนเป็นสาวรับใช้ในบ้านของหมอบรัดเล่ย์ ในยุคนั้นหญิงไทยยังนุ่งกระโจมอกและผูกโจงกระเบน ไม่สวมร้องเท้าหรือถุงเท้า เมื่อนางม้วนตัดสินใจมาเป็นคริสเตียน หมอบรัดเล่ย์ได้ให้นางม้วนเปลี่ยนมาแต่งตัวแบบมิดชิด ใส่เสื้อปกไหล่ สวมถุงเท้ารองเท้า เพื่อแสดงว่านางเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์อย่างแท้จริง ตั้งแต่นั้นมานางม้วนก็ดูแปลกตาไปจากสาวไทยคนอื่นๆ ไม่ว่านางจะไปที่ไหนก็คงมีคนมองไม่วางตา สี่ปีต่อมานางม้วนคงทนต่อความกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหวจึงเสียสติไป

น่าเสียดายที่นางม้วนทนต่อความกดดันของคนรอบตัวไม่ไหว ซึ่งความเป็นจริงในทุกวันนี้ หนูรู้ไหมว่าคริสเตียนจำนวนมาก อาจจะรวมถึงเด็กๆ บางคนที่อยู่ในชั้นเรียนของเราด้วย ที่ต้องทนต่อการต่อต้าน แรงกดดันหลายอย่าง เมื่อเราตัดสินใจมาเชื่อในองค์พระเยซู และติดตามพระองค์ (เปิดโอกาสให้เด็กยกตัวอย่าง เช่น สมาชิกในครอบครัว ถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้อ ถูกครูบังคับให้สวดมนต์หน้าเสาธง ฯลฯ) วันนี้ครูและหนูจะมาคิดดูกันว่า การเป็นคริสเตียนแท้คืออะไร? พระคัมภีร์พูดถึงเรื่องความรอดอย่างไร? ครูและหนูจะต้องทำอะไรถึงจะได้รับความรอด และเรียกตัวเองว่าคริสเตียน?

ภาพที่ 4  หลังจากมนุษย์คู่แรกที่ได้ทำบาปแห่งการไม่เชื่อฟังพระเจ้า ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือความทุกข์ ความยากลำบาก และความตาย(โรม 6:23) ตั้งแต่นั้นมามนุษย์ได้พยายามหาวิธีที่จะไปให้ถึงพระเจ้า โดยการพยายามทำความดีลบล้างความชั่ว การทำบุญกุศล การเป็นคนเคร่งศาสนา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถช่วยพวกเราได้ มนุษย์ไม่สามารถช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากความบาปนี้ได้ (โรม 3:23) (ถามเด็กว่า “ความบาปคืออะไร?” - ความบาปคือสิ่งที่เราทั้งตัวครูและตัวหนูพูดหรือทำไปแล้ว ทำให้พระเจ้าไม่พอใจ) แต่ด้วยความรักเมตตาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ พระองค์จึงได้ส่งพระเยซู พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ยอมทนทุกข์จนถึงความตายบนไม้กางเขน(ยอห์น3:16; โรม 5:6) พระเยซูมารับโทษของบาปคือความตายแทนเรา เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะไม่ต้องรับโทษแห่งความตายในบึงไฟนรก แต่จะได้รับชีวิตนิรันดร์ พระเยซูถูกฝังไว้ในอุโมงค์สามวัน แต่ความตายไม่สามารถชนะพระองค์ได้ ในวันที่สามพระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย และเป็นความหวังให้แก่ผู้เชื่อทุกคนว่าเราเองจะมีชัยชนะเหนือความตาย มีชีวิตใหม่กับพระเจ้าในสวรรค์

ภาพที่ 5  นี่คือพระคุณของพระเจ้า เป็นสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับแต่พระองค์ประทานให้ ในเอเฟซัส 2:8-9 กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” ความจริงนี้เองที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่การแต่งกาย ไม่ใช่กริยาวาจา ไม่ใช่การประพฤติ ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าคนไหนได้รับความรอดหรือไม่ แต่โดยความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ คนนั้นต่างหากที่ได้รับอิสระจากการเป็นทาสของบาป การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดจากภายในออกมาเป็นผลสู่ภายนอก หนูลองนึกภาพของการกตัญญูรู้คุณพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณ เพราะหนูรักพ่อแม่ของหนู หนูจึงอยากจะเป็นเด็กดี เชื่อฟัง และช่วยเหลือพ่อแม่ของหนู หนูไม่ต้องพยายามทำดีเพื่อจะได้เป็นลูกของพ่อแม่หนู เช่นเดียวกันชีวิตนิรันดร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหนูพยายามทำความดีมากแค่ไหน แต่เพราะหนูได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ และได้สำนึกในพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อหนู หนูจึงอยากจะเป็นคนดี ประพฤติดี และอยากที่จะตอบสนองพระคุณของพระองค์เพราะความรักที่หนูมีต่อพระองค์ (สำหรับเด็กที่ยังไม่รับเชื่อ ครูอาจใช้เวลานี้เรียกเด็กต้อนรับพระเยซูคริสต์ สำหรับเด็กที่เชื่อแล้ว อาจขอให้เด็กที่รู้สึกถูกต่อต้านหรือกถูกกดดันยกมือขึ้น เพื่อครูและเพื่อนในชั้นเรียนจะอธิษฐานเผื่อเขา)

รูปภาพประกอบ

ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ  เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา

คำถามอภิปราย

  1. ถึงแม้เวลาที่หมอบรัดเล่ย์ใช้ชีวิตในเมืองไทย 38 ปี มีคนไทยกลับใจรับเชื่อน้อยมาก แต่คนไทยไม่ต่อต้านเรื่องของพระเยซู หนูคิดว่าเป็นเพราะอะไร?
  2. มิชชันนารีอย่างหมอบรัดเล่ย์ต้องประสบปัญหาอะไรบ้างเวลาเขามารับใช้พระเจ้าต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม?
  3. หนูคิดว่าคนๆ หนึ่งจะเปลี่ยนศาสนา ความเชื่อของเขาเป็นสิ่งที่ยากไหม? อย่างไร? (เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นของพวกเขา)
  4. หนูคิดว่า ความรอดของคริสเตียนขึ้นอยู่กับการกระทำของเราไหม? ทำไมหนูถึงคิดอย่างนั้น?
  5. ที่จริงแล้วความรอดของเราไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการกระทำ (ต่อจากคำถามข้อ 4) แต่เป็นพระคุณของพระเจ้า เราได้รับความรอดโดยวิธีไหน?
  6. พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้แตกต่างกัน ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม หนูสามารถสรรเสริญนมัสการพระเจ้าด้วยวิธีที่เป็นของหนูได้อย่างไร?
  7. ถ้าพระเจ้าเรียกหนู เมื่อหนูโตขึ้นให้ไปประกาศเรื่องของพระเจ้าในต่างประเทศ หนูจะยอมไปไหม? หนูจะทำอย่างไรบ้าง?

กิจกรรม

“สมุด 5 สี” (หนังสือไม่มีคำเขียน)

สิ่งที่ต้องเตรียม 

  • กระดาษโปสเตอร์ 5 สี (เหลือง, ดำ, แดง, ขาว และเขียว)
  • กรรไกร
  • กาว

วิธีทำ

  • ครูเตรียมตัดกระดาษสีขนาด 10x6 เซนติเมตร เด็กแต่ละคนจะได้รับกระดาษ 1 ชุดประกอบด้วยกระดาษสีทั้ง 5 สีๆ ละ 1 แผ่น (กรุณาเตรียมก่อนเริ่มชั้นเรียน)
  • เมื่อเด็กได้รับกระดาษสี 5 แผ่นแล้ว ให้พับครึ่งแต่ละแผ่นและให้สองด้านเสมอกัน
  • อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าเราจะทำสมุด 5 สีฉบับจิ๋ว ซึ่งแต่ละสีมีความหมายซ่อนอยู่ เมื่อทำเสร็จครูจะมีเวลาอธิบายความหมายของแต่ละสี และสามารถให้เด็กได้ฝึกเล่าพระกิตติคุณแบบคร่าวๆ ได้ด้วย
  • เริ่มจากกระดาษสีเหลือง เมื่อพับครึ่งแล้วให้กางออกเหมือนเปิดหนังสือ ให้นำเอากระดาษสีดำพับครึ่งเช่นเดียวกัน มาประกบทากาวเฉพาะครึ่งหนึ่งของกระดาษสีเหลืองให้ติดกับครึ่งหนึ่งของกระดาษสีดำ (ตามรูปภาพตัวอย่าง)
  • ตอนนี้จะได้หนังสือสี่หน้า หน้าที่ 1,2 จะเป็นสีเหลือง หน้าที่ 3,4 จะเป็นสีดำ
  • ต่อไปนำกระดาษสีแดงพับครึ่ง ทากาวครึ่งหนึ่งของพื้นที่กระดาษ ประกบกับด้านหลังของหน้าที่ 4 ของกระดาษสีดำ ก็จะได้หน้าที่ 5,6 เป็นสีแดง
  • นำกระดาษสีขาวพับครึ่ง ทากาวครึ่งหนึ่งของพื้นที่กระดาษ ประกบกับด้านหลังของหน้าที่ 6 ของกระดาษสีแดง ก็จะได้หน้าที่ 7,8 เป็นสีขาว
  • นำกระดาษสีเขียวพับครึ่ง ทากาวทั้งสองข้างของกระดาษ แล้วประกบครึ่งหนึ่งกับด้านหลังของสีเหลืองและอีกครึ่งหนึ่งกับด้านหลังของสีขาว เมื่อเสร็จแล้วจะได้ปกเป็นสีเขียว

กิจกรรม

สร้อยนำข่าวดี

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • สายหนังหรือเส้นเอ็นสำหรับทำสร้อยข้อมือ
  • ลูกปัดสีเหลือง, ดำ, แดง, ขาว และเขียว
  • กรรไกร

วิธีทำ

  • ตัดสายหนังหรือเส้นเอ็นตามความยาวของข้อมือเด็กแต่ละคน โดยเผื่อความยาวไว้สำหรับผูกปมด้วย
  • แจกลูกปัดทั้งห้าสีให้เด็กแต่ละคน จำนวนลูกปัดขึ้นอยู่กับขนาดของลูกปัด หากลูกปัดพลาสติกมีขนาดใหญ่พอสมควร ครูสามารถแจกให้เพียงคนละหนึ่งเม็ด หากลูกปัดมีขนาดเล็กมาก อาจจะใช้สีละสองหรือสามเม็ดก็ได้
  • ให้เด็กร้อยลูกปัดเรียงลำดับสีดังนี้คือ สีเหลือง (แทนความหมายของสวรรค์) สีดำ (แทนความหมายของความบาป) สีแดง (แทนความหมายของเลือดของพระเยซู) สีขาว (แทนความหมายของความบริสุทธิ์) และสุดท้ายเป็นสีเขียว (แทนความหมายของการเจริญเติบโต)
  • ระหว่างที่เด็กร้อยลูกปัด ให้ครูอธิบายความหมายของสีต่างๆ (ดูคำแนะนำสำหรับสอนความหมายของแต่ละสี จากสมุด 5 สีหน้า 42 ) และทบทวนบทเรียนให้เด็กเข้าใจว่า การประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูเป็นหน้าที่ของเราทุกคน ทั้งครูและเด็กๆ ด้วย
  • เมื่อร้อยได้ตามลำดับเรียบร้อยแล้ว ให้เด็กผูกปมตามขนาดของข้อมือ
  • ครูสาธิตการประกาศกับเพื่อนๆ โดยเล่นบทบาทสมมติ ขออาสาสมัครเด็กหนึ่งคนแสดงเป็นเพื่อนของครู และครูเริ่มพูดคุยและเล่าความหมายของลูกปัดแต่ละสีที่อยู่บนข้อมือของครู เมื่อเล่าจบครูอาจจะแนะนำให้มอบสร้อยข้อมือเป็นของขวัญแก่เพื่อนคนที่เด็กไปเล่าเรื่องของพระเยซูให้เขาฟัง

กิจกรรม

ภาพระบายสี