บทเรียน : เดโบราห์และบาราค

เมื่อกลับบ้านวันนี้ หนูจะได้

  • รู้ว่าพระเจ้าเกลียดชังความบาป แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็เป็นพระเจ้าที่เมตตาและรักประชากรของพระองค์
  • ด้วยความเชื่อ หนูสามารถทำในสิ่งที่ยากหรือท้าทายในชีวิตได้โดยกำลังของพระองค์
  • ต้องการให้พระเจ้าใช้ชีวิตของหนู

ข้อท่องจำ

“ขอให้ผู้ที่รักพระองค์เปรียบดังดวงอาทิตย์ เมื่อโผล่ขึ้นด้วยอานุภาพ”  -ผู้วินิจฉัย 5:31

T I P S สำหรับคุณครู

เด็กในวัยนี้ชอบความท้าทายถึงแม้บางครั้งจะออกไปในรูปแบบของการแข่งขันเอาชนะ การเล่นสนุกจนอันตรายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ครูสามารถเคลื่อนย้ายพลังงานตัวนี้ไปในทิศทางที่สร้างสรรค์โดยการท้าทายเด็กๆ ในการต่อสู้กับบาปภายในชีวิตของเขาเอง การมีใจกล้าหาญในการทำความดี ท้าทายให้เขาถวายชีวิตให้กับพระเจ้า เพราะชีวิตคริสเตียนเต็มไปด้วยความท้าทาย และอย่าลืมเน้นย้ำกับเด็กๆ ให้รู้ว่าโดยกำลังของพระเจ้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความท้าทายต่างๆ ได้

เกม “โยนรับ”

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ลูกบอลที่สามารถเด้งได้ เช่น ลูกเทนนิส ลูกปิงปอง ลูกบาสฯ

วิธีเล่น

  • ให้เด็กยืนล้อมเป็นวงกลม โดยเลือกเด็กหนึ่งคนให้ออกมายืนกลางวงถือลูกบอล
  • เด็กที่ยืนกลางวงจะโยนลูกบอลขึ้น แล้วเรียกชื่อเพื่อนที่ยืนล้อมวงอยู่
  • เด็กที่ถูกเรียกชื่อให้วิ่งออกมารับลูกบอล โดยให้จังหวะที่ลูกบอลตกพื้นแล้วเด้งขึ้นมา คนที่โยนจะวิ่งไปยืนแทนที่คนที่วิ่งออกมารับลูกบอล เมื่อรับได้แล้วก็จะโยนขึ้นและเรียกชื่อเพื่อนคนอื่นๆ ในวงต่อไป
  • ถ้าโยนลูกบอลไปตกโดนผู้เล่นคนอื่น หรือโยนออกไปนอกวง คนโยนต้องกลับเข้าไปอยู่ในวง แล้วให้เด็กที่ถูกลูกบอลตกใส่ออกมาเป็นคนเรียกชื่อแทนหรือให้ครูเลือกคนอื่นออกมาแทน
  • อาจมีการตกลงกันไว้ก่อนว่า หากเพื่อนรับลูกบอลไม่ได้จะถูกทำโทษอย่างไรดี เช่น ให้รำวง หรือ ให้ทำท่าลิง เป็นต้น

 

บทนำเรื่อง

“เปลก็ไกว ดาบก็แกว่ง”

ที่มา : https://th.wikipedia.org

“เปลก็ไกว ดาบก็แกว่ง” เป็นคำยกย่องวีรสตรีไทยในอดีต เหล่าผู้หญิงที่ยามบ้านเมืองสงบก็ทำหน้าที่แม่ศรีเรือนดูแลบ้านเรือน ไกวเปลกล่อมลูกน้อยนอน แต่เมื่อถึงยามคับขัน ยามที่บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม ผู้หญิงเหล่านี้ที่มีลูกเล็กเด็กแดงก็ถือดาบถืออาวุธออกไปร่วมรบเพื่อปกป้องประเทศชาติบ้านเมืองอย่างห้าวหาญไม่ต่างจากผู้ชายอกสามศอกเลย

พระนางจามเทวีเป็นหนึ่งในตำนานวีรสตรีไทยซึ่งเป็นกษัตรีย์องค์แรกของอาณาจักรหริภุญชัย (อยู่ในพื้นที่จังหวัดลำพูนปัจจุบัน) พระนางมีสิริโฉมงดงาม มีสติปัญญาความสามารถรอบด้าน   พระเจ้าจักรพรรดิราชแห่งกรุงละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเป็นพระบิดาส่งนางไปครองเมืองหริภุญชัย พระนางจึงรวบรวมพลไพร่ประชาชนได้ประมาณ 7,000 คนออกเดินทางจากภาคกลางล่องไปตามลำน้ำแม่ปิง ในเวลานั้นพระนางตั้งครรภ์ได้สามเดือน การเดินทางกินเวลาหลายเดือน เมื่อถึงที่หมายไม่นานพระนางก็ได้ประสูติโอรสฝาแฝด พระนางปกครองเมืองอย่างร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อครั้งมีสงครามกับชาวละว้า (จากพม่า) พระนางก็ทรงนำทัพออกศึกพร้อมกับโอรสทั้งสองด้วยพระองค์เอง และประกาศว่า การศึกครั้งนี้หนักยิ่งนัก หากผู้ใดมิเต็มใจไปราชการครั้งนี้เราจะมิเอาโทษทัณฑ์และจะปลดปล่อยทันที เมื่อรับสั่งเสร็จเหล่าทหารต่างเซ็งแซ่โห่ร้องสรรเสริญ ทุกคนขอปฏิญาณจะขอตายเพื่อชาติ

ตำนานของพระนางจามเทวีทำให้เรานึกถึงหญิงผู้แกร่งกล้าอีกคนหนึ่งในพระคัมภีร์ คือนาง    เดโบราห์ นางออกเรือนมีครอบครัวแล้ว แต่พระเจ้าทรงเลือกและใช้นางให้เป็นผู้วินิจฉัยท่ามกลางชาวอิสราเอลในเวลาที่ประชาชนทุกข์ยากในยามสงครามกับคนต่างชาติ

 

แหล่งที่มา: วรารัตน์. 2548. ตำนานพื้นบ้าน ภาคเหนือ. กรุงเทพมหานคร: บ้านหนังสือ 19.

 

เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์

ภาพที่ 1  หลังจากชนชาติอิสราเอลเข้ายึดครองแผ่นดินพันธสัญญาโดยการนำของ    โยชูวา แต่ละเผ่าก็เข้าไปอยู่ในแผ่นดินที่พวกเขาได้รับเป็นมรดกจากพระเจ้า แต่เมื่อโยชูวาสิ้นชีวิตลง คนอิสราเอลก็ทำสิ่งที่ชั่วในสายตาของพระเจ้าคือไปกราบไหว้รูปเคารพ ติดตามพระอื่นที่เป็นของชนชาติต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบเขา พระเจ้าโกรธและได้มอบพวกเขาไว้ในมือของศัตรูที่อยู่รอบเขาทั้งหลาย พวกเขาก็เป็นทุกข์ยิ่งนัก แต่เมื่ออิสราเอลคร่ำครวญถึงการถูกบีบบังคับข่มเหง พระเจ้าก็ได้ทรงตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นเป็นผู้ช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นมือของศัตรู พระเจ้าตั้งผู้วินิจฉัยเมื่อใด พระองค์ทรงสถิตอยู่เหนือผู้นั้นและพระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้พ้นเงื้อมือของศัตรูตลอดชีวิตของผู้วินิจฉัย แต่เมื่อผู้วินิจฉัยสิ้นชีวิต อิสราเอลก็หันกลับไปทำชั่ว ติดตามปรนนิบัติพระอื่น ดังนั้นความโกรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นและปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในมือของศัตรูชาวต่างชาติเหตุด้วยการละเมิดของพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

คราวหนึ่งคนอิสราเอลกระทำชั่วอีกในสายตาของพระเจ้า พระเจ้าจึงขายเขาในมือของยาบินกษัตริย์เมืองคานาอันผู้มีรถรบเหล็กมากมายและกองทัพเข้มแข็ง คนอิสราเอลก็ร้องทุกข์ต่อพระเจ้าเพราะพวกเขาถูกบีบบังคับอย่างรุนแรงถึงยี่สิบปี พระเจ้าจึงตั้งนางเดโบราห์ขึ้นเป็นผู้วินิจฉัยคนอิสราเอลในสมัยนั้น เพื่อจะช่วยพวกเขาให้พ้นจากการถูกข่มเหง เดโบราห์จึงให้คนไปเรียกบาราคมา เพื่อจะให้เขาเป็นผู้นำรวบรวมคนอิสราเอลออกไปสู้รบกับสิเสราแม่ทัพของกษัตริย์ยาบิน เพราะพระเจ้าสัญญาว่าจะมอบทัพชาวคานาอันไว้ในมือของเขา

  ภาพที่ 2  แต่บาราคกลับตอบว่า “ถ้าแม้นางไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไป ถ้าแม้นางไม่ไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ไป” นางเดโบราห์จึงตกลงที่จะไปที่ภูเขาทาโบร์ด้วยกันกับบาราค และกล่าวแก่บาราคว่า “แต่ว่าทางที่ท่านไปนั้นจะไม่นำท่านไปถึงศักดิ์ศรี เพราะว่าพระเจ้าจะขายสิเสราไว้ในมือของหญิงคนหนึ่ง” หลังจากนั้น  เดโบราห์จึงลุกขึ้นไปกับบาราคพร้อมคนที่บาราครวมรวมมาอีก 10,000 คนและไปยังเมืองเคเดช

 

ภาพที่ 3  ครั้นมีคนไปแจ้งสิเสราเกี่ยวกับกองกำลังของอิสราเอล สิเสราก็เรียกรถรบเหล็กทั้งหมด 900 คันและกองทหารทั้งหมดออกมาเพื่อยกไปต่อสู้อิสราเอล แต่พระเจ้าทำให้สิเสราและรถรบทั้งสิ้น อีกทั้งกองทัพทั้งหมดแตกพ่ายไปด้วยคมดาบต่อหน้าบาราค กองทัพของสิเสราก็ล้มตายด้วยคมดาบไม่เหลือสักคนเดียว ยกเว้นสิเสราที่ลงจากรถรบแล้ววิ่งหนีไป

สิเสราวิ่งไปถึงเต้นท์ของยาเอล ภรรยาของเฮเบอร์คนเคไนต์ (ลูกหลานของโฮบับพ่อตาของโมเสส) เพราะในเวลานั้นกษัตริย์ยาบินเป็นพันธมิตรกับชาวเคไนต์ เมื่อนางยาเอลเห็นสิเสราตรงมายังเต้นท์ของนางขณะที่น่าจะไม่มีผู้ชายคนใดในครอบครัวอยู่ที่เต้นท์ด้วย นางจึงทำใจดีสู้เสือเชิญสิเสราเข้ามาในเต้นท์ให้เขานอนพัก เปิดถุงหนังเอาน้ำนมให้เขาดื่มและคลุมเขาด้วยผ้าห่ม สิเสราจึงสั่งยาเอลให้ไปยืนเฝ้าที่ประตูเต้นท์และห้ามบอกใครว่าเขาอยู่ที่นี่

ภาพที่ 4  ขณะที่สิเสรากำลังหลับสนิทเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการรบ ยาเอลจึงหยิบหลักขึงเต้นท์แล้วถือค้อนเดินย่องเข้าไปตอกหลักขึงเต้นท์เข้าที่ขมับของ สิเสราาทะลุติดดิน แล้วสิเสราก็สิ้นชีวิต เมื่อบาราคและเดโบราห์ไล่ติดตาม  สิเสรามา ยาเอลก็ออกไปต้อนรับและพูดกับพวกเขาว่า “เชิญเข้ามาเถิด ดิฉันจะชี้ให้ท่านเห็นคนที่ท่านค้นหาอยู่นั้น” บาราคก็เข้าไปเห็นสิเสรานอนตายอยู่เหมือนที่เดโบราห์ได้เคยกล่าวไว้กับเขาว่า “แต่ว่าทางที่ท่านไปนั้นจะไม่นำท่านไปถึงศักดิ์ศรี เพราะว่า พระเจ้าจะขายสิเสราไว้ในมือของหญิงคนหนึ่ง”

ในวันนั้นพระเจ้าทำให้ยาบินกษัตริย์เมืองคานาอันยอมศิโรราบต่อคนอิสราเอล และอิสราเอลก็เข้มแข็งขึ้นทุกทีจนได้ทำลายยาบินกษัตริย์เมืองคานาอันเสียในที่สุด และแผ่นดินก็สงบสุขอยู่ 40 ปี

แผนการของพระเจ้า

ผู้วินิจฉัย 2:10-19 เป็นบทสรุปทั้งหมดของพระธรรมผู้วินิจฉัย คืออิสราเอลตกอยู่ในบาปต้องทนทุกข์ทรมาน พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระเจ้าเมตตาส่งผู้วินิจฉัยมาในแผ่นดินและช่วยเขาให้รอดจาก ความทุกข์ยาก อิสราเอลดำเนินกับพระเจ้าตลอดชั่วชีวิตของผู้วินิจฉัยนั้น เมื่อผู้วินิจฉัยสิ้นชีวิต อิสราเอลก็กลับไปทำบาปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า การที่พระเจ้าไม่ทำลายชนชาติอิสราเอลแต่กลับช่วยกู้พวกเขาออกจากความทุกข์ยากลำบากทุกครั้งที่พวกเขาร้องขอ ไม่ใช่เพราะความดีของประชาชนเลย แต่เพราะความเมตตาของพระเจ้า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อรักษาสัญญาของพระองค์ที่จะให้อิสราเอลเป็นชนชาติของพระองค์

พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

ภาพที่ 5  พระเจ้ามักใช้คนของพระองค์ในการทำให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จเสมอ และหลายครั้งคนเหล่านั้นอาจเป็นคนที่พวกเราคาดไม่ถึง พระองค์ทรงใช้เดโบราห์ที่เป็นผู้หญิง บาราคที่ไม่ค่อยมีความกล้าหาญ ยาเอลผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้จัก ทำให้อิสราเอลพ้นจากการถูกข่มเหง พวกเขายอมเสี่ยงชีวิตของตนเองกล้าทำในสิ่งที่พระเจ้าสั่ง หนูอยากจะเป็นคนหนึ่งที่ พระเจ้าสามารถใช้ได้ไหม? หนูอยากทำสิ่งดีๆ ที่ท้าทายแต่ดูเหมือนยากในสายตาของคนทั่วไปไหม? หนูทำได้แน่นอน หากหนูเชื่อฟังพระเจ้าและทำสิ่งเหล่านั้นโดยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยกำลังของตัวหนูเอง แต่โดยกำลังของพระเจ้า

รูปภาพประกอบ

ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ  เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา

คำถามอภิปราย

(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่กระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน ในขณะเดียวกันเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย)

  1. ในพระธรรมผู้วินิจฉัยอิสราเอลทำชั่วในสายตาของพระเจ้าบ่อยครั้ง จากบทเรียนอะไรคือสิ่งที่ชั่วช้าในสายตาของพระเจ้า?
  2. หนูคิดว่าทำไมอิสราเอลจึงหันไปกราบไหว้รูปเคารพ?
  3. วงจรของพระธรรมผู้วินิจฉัยเป็นอย่างไร? (ภาพประกอบที่ 1)
  4. พระเจ้าใช้ใครบ้างที่ช่วยชาวอิสราเอลให้พ้นจากการถูกข่มเหงของกษัตริย์ยาบิน?
  5. ถ้าหนูเป็นบาราค เมื่อเดโบราห์สั่งให้เขาไปสู้รบกับแม่ทัพสิเสรา หนูจะทำอย่างไร?
  6. อะไรคือสิ่งที่ท้าทายมากๆ ในชีวิตของหนูในเวลานี้?
  7. หนูจะเอาชนะความท้าทายที่หนูเอ่ยมาได้อย่างไร?

กิจกรรม

ผู้ที่รักพระองค์เปรียบดังดวงอาทิตย์

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • จานกระดาษขนาด 7-9 นิ้ว
  • กรรไกร
  • สีเมจิก
  • ปากกา
  • เชือก

วิธีทำ

  • แจกจานกระดาษที่เตรียมไว้ให้เด็กแต่ละคน แล้วให้เด็กใช้ดินสอวาดรัศมีของดวงอาทิตย์ และใช้กรรไกรตัดตามรัศมีที่วาดไว้รอบวงกลม
  • หลังจากนั้นเขียนข้อท่องจำประจำบทเรียนวันนี้ ผู้วินิจฉัย 5:31 “ขอให้ผู้ที่รักพระองค์เปรียบดังดวงอาทิตย์ เมื่อโผล่ขึ้นด้วยอานุภาพ” เติมลวดลายและระบายสีให้สวยงาม
  • เจาะรูด้านบนตรงกลางเพื่อร้อยเชือกสำหรับแขวน
  • เท่านี้ก็จะได้ข้อท่องจำรูปดวงอาทิตย์สว่างสดใสให้เด็กนำกลับไปแขวนที่บ้าน เป็นเครื่องเตือนความจำถึงข้อพระคัมภีร์ที่เขาได้ท่องในชั้นเรียน

กิจกรรม

อันไหนที่เรียกว่า “กล้าหาญ” ??

  • ครูเขียนข้อความในหัวข้อด้านล่างลงบนกระดาษ (สามารถเขียนใส่กระดาษแผ่นเล็กๆ สำหรับเด็กแต่ละคน หรือเขียนลงบน กระดาษแผ่นใหญ่เพื่อแสดงให้เด็กทั้งชั้นเรียนได้ดูไปพร้อมกัน) ในแต่ละหัวข้อมีการกระทำที่แตกต่างกันสองอย่าง ให้เขียนแต่ละอย่างลงบนกระดาษคนละแผ่น (แต่ละข้อจะได้สองแผ่น เพราะฉะนั้นจะได้กระดาษทั้งหมด 16 แผ่น)
  • แจกกระดาษแต่ละแผ่นให้กับเด็กแต่ละคน หากในชั้นเรียนมีเด็กน้อยกว่า 16 คน บางคนอาจจะได้มากกว่าหนึ่งแผ่นก็ได้
  • ครูแบ่งเขตหรือวาดวงกลม 2 วงให้เป็นเกาะ ตั้งชื่อว่า เกาะ ก.และเกาะ ข. ซึ่งย่อมาจาก เกาะกล้าหาญ และเกาะเข้าใจผิด(คิดว่ากล้าหาญ แต่แท้จริงไม่ใช่)
  • ให้เด็ก 2 คนที่ได้รับกระดาษข้อที่ 1 ออกมาแล้วกระโดดเลือกเกาะให้ตรงกับข้อความที่เขาถือ เช่น เด็กที่ได้ข้อความ “ตีเพื่อนเมื่อถูกเพื่อนล้อ” ควรจะกระโดดไปบนเกาะ ข. (เข้าใจผิดคิดว่ากล้าหาญ แต่แท้จริงไม่ใช่ความกล้าหาญ) และเด็กที่ได้ข้อความ “เดินเลี่ยงออกมาจากการทะเลาะวิวาท” กระโดดไปบนเกาะ ก. (กล้าหาญทำสิ่งที่ฉลาด ถึงแม้เพื่อนจะคิดว่าเขาขี้ขลาด) เป็นต้น ทำเช่นเดียวกันกับข้อต่อๆ ไปจนครบทั้ง 8 ข้อ
  • หนุนใจให้เด็กๆ พูดคุย อภิปราย ยกตัวอย่างในชีวิตจริงของเขา เพื่อช่วยให้เขาสามารถนำบทเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
  1. ทำสิ่งที่เสี่ยงอันตรายเมื่อเพื่อนท้า-หรือ-ปฏิเสธที่จะไม่ทำแม้จะถูกล้อว่าขี้ขลาด
  2. ล้อเลียนหรือแกล้งเพื่อนให้คนอื่นหัวเราะเยาะ-หรือ-ปกป้องเพื่อนที่ถูกแกล้ง
  3. โทษคนอื่นเมื่อทำผิดพลาด-หรือ-ยอมรับความผิดและรับผิดชอบ
  4. ไม่สนใจเพื่อนที่เข้าใหม่ในชั้นเรียน-หรือ-เข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนใหม่
  5. สนใจแต่เรื่องของตัวเอง-หรือ-สนใจช่วยเหลือผู้อื่น
  6. ทำตามคนส่วนใหญ่ที่เขาทำกันแม้มันจะไม่ถูกต้อง-หรือ-ยืนหยัดที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องแม้คนส่วนใหญ่จะไม่กล้าทำหรือเห็นเป็นเรื่องตลก
  7. ล้มเลิกง่ายๆ เมื่อรู้สึกว่ามันยาก-หรือ-ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะทำให้สำเร็จ
  8. วิ่งไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เมื่อเพื่อนตกอยู่ในอันตราย-หรือ-วิ่งหนีเมื่อเห็นเพื่อนตกอยู่ในอันตราย

 

กิจกรรม

ภาพระบายสี