“ปฏิทินเฝ้าเดี่ยว เรื่อง การอธิษฐาน” โดย ครูนา (รัตนา ทิสเดล)

การอธิษฐานคือการพูดคุย สนทนา ติดต่อ สื่อสาร กับพระเจ้า

เราลองมาจินตนการร่วมกันว่าเด็กๆ หรือลูกๆ ของเราจะสามารถพูดคุยสื่อสารกับพระเจ้าได้แบบไม่เคอะเขิน ไม่กลัวหรือกังวล หรือคิดว่าเมื่อเขาอธิษฐาน เขาจะต้องทำตามระเบียบแบบแผนจนไม่กล้าที่จะอธิษฐาน เพราะกลัวพูดผิด วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เด็กรู้จักการอธิษฐานคือการเริ่มฝึกปฏิบัติ ฝึกเฝ้าเดี่ยว ฝึกสนทนาพูดคุยกับพระเจ้าจนกลายเป็นนิสัย เป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนการฝึกแปรงฟัน ฝึกดูแลความสะอาดของตัวเอง เขาสามารถอธิษฐานพูดคุยกับพระเจ้าได้ทุกที่ ทุกเวลา สำหรับทุกสิ่งและทุกสถานการณ์ ที่สำคัญคุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูสามารถเป็นแบบอย่างให้กับเด็กๆ ได้โดยการหล่อเลี้ยงชีวิตในแต่ละวันด้วยคำอธิษฐานของคุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูเอง

บทความ “ผู้สื่อข่าวตัวยง”

กิจกรรมสนุกสุดสร้างสรรค์เอาไว้ใช้กับชั้นเรียนพระคัมภีร์ของคุณครู ช่วยพัฒนาเด็กในการเขียนและสรุปใจความสำคัญจากบทเรียนที่เด็กได้เรียนในชั้นเรียนพระคัมภีร์ หลังจากเด็กได้เรียนรู้เหตุการณ์หรือชีวิตของบุคคลในพระคัมภีร์
คุณครูสามารถนำเสนอวิธีง่ายๆ ดังนี้

  • ชวนเด็กจินตนาการให้ตนเองเป็นผู้รายงานข่าวของสำนักหนังสือพิมพ์อิสราเอลโพสต์
  • ใส่วันเวลาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์
  • อธิบายให้เด็กเข้าใจวิธีเขียนรายงานข่าวโดยเริ่มจากหัวข้อข่าว  ให้เด็กลองคิดวลีหรือประโยคสั้นๆ  ที่จะเขียนตัวโตพาดหัวข่าวให้เป็นที่น่าสนใจ เป็นปริศนาน่าติดตาม
  • วาดรูปจากบทเรียน หรือจะพิมพ์รูปภาพจากบทเรียนแปะลงบนที่สำหรับรูปภาพ
  • ใส่รายละเอียดข่าว โดยตอบคำถาม ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร?  ใส่ข้อมูลสั้น กระชับ น่าสนใจ
  • คติสอนใจจากพระเจ้า  เป็นบทสรุปของเด็กที่เขาได้เรียนรู้จากบทเรียนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตของเขา

กิจกรรมนี้ คุณครูสามารถติดขึ้นกระดานเพื่อแสดงผลงานเขียนของเด็กๆ  หรืออาจจัดเป็นการประกวดการเขียนสร้างสรรค์  หรือแม้แต่นำไปแสดงบนกระดานข่าวของคริสตจักรเพื่อให้ผู้ปกครองและสมาชิกคริสตจักรได้เห็นสิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนพระคัมภีร์ของพวกเขา

“พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว”

โดย ครูนา (รัตนา ทิสเดล)

คงไม่มีเวลาไหนเหมาะเจาะเท่าเวลานี้ที่เด็กๆ เริ่มปิดภาคเรียน มีใจกระตือรือร้นที่จะต้อนรับหน้าร้อน รอคอยความสนุกสนานของช่วงสงกรานต์ ขอหนุนใจคุณครู คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองทุกท่านที่จะฉวยโอกาสในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันอีสเตอร์ วางแผนอ่านพระคัมภีร์กับเด็กๆ ใช้เวลาพูดคุยสนทนาถึงเรื่องราวของพระเยซูในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่พระองค์จะทรงถูกตรึงตายบนไม้กางเขน ถูกฝัง และในวันที่สามเป็นขึ้นจากความตาย การอ่านพระคัมภีร์กับเด็กเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ใหญ่สามารถแสดงความรักและให้คุณค่ากับพวกเขาด้วยการใช้เวลาพูดคุย และฟังพวกเขา

พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นชีวิตและการเป็นขึ้นจากตาย คนที่วางใจในเราจะมีชีวิตอีกแม้ว่าเขาจะตายไป” ยอห์น 11:25

การถวายให้กับพระเจ้า และการให้, แบ่งปันผู้อื่นตามหลักการของพระคัมภีร์นั้น มันช่างสวนทางกับตรรกะทางคณิตศาสตร์ และกระแสของโลกนี้เหลือเกิน เมื่อเราคิดว่าเราจะต้องควักเงินของเราออกจากกระเป๋า ความเข้าใจแบบมนุษย์ของเราก็จะใช้คำว่า หักออก หรือลบออกจากจำนวนเงินที่เรามีอยู่ แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว พระคัมภีร์กล่าวยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” พระเจ้าท้าทายให้ลองดูว่าพระเจ้าจะเทพรของพระองค์แก่ผู้ให้ด้วยสมัครใจ เต็มใจ ใจกว้างขวางอย่างไร? พระองค์ปรารถนาท่าทีและหัวใจในการให้มากกว่ามูลค่าของทรัพย์สินที่ให้

วันนี้ ให้เด็กๆ ฝึกฝนความเชื่อของเขาในเรื่องของการถวายและการให้ รู้จักวางแผนในการให้ (ด้วยคิดหมายไว้ในใจ และตามความสามารถของตน) ให้ด้วยท่าทีของการเชื่อฟังทำตามคำสั่งของพระเจ้า และการตอบแทนของพระเจ้าคือพระพรท่วมท้น ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า “แบบยัดสั่นแน่นพูนล้นเต็มหน้าตักของท่าน”

เอกสารศึกษาพระคัมภีร์​ด้วยตัวเองสำหรับเด็ก

“อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดสติปัญญาของตน  แต่ให้ผู้อวดอวดสิ่งนี้ คือการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระยาห์เวห์ ผู้สำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรมและความชอบธรรมในโลก เพราะเราพอใจในสิ่งเหล่านี้” เยเรมีย์ 9:23-24

การอ่านพระคัมภีร์ทำให้เราเข้าใจและรู้จักพระเจ้ามากขึ้น  และพระเจ้าพอใจมากที่ลูกของพระองค์ตั้งใจและปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์

แผนการอ่านพระคัมภีร์แบบง่ายๆ

“อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดสติปัญญาของตน  แต่ให้ผู้อวดอวดสิ่งนี้ คือการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระยาห์เวห์ ผู้สำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรมและความชอบธรรมในโลก เพราะเราพอใจในสิ่งเหล่านี้” เยเรมีย์ 9:23-24

การอ่านพระคัมภีร์ทำให้เราเข้าใจและรู้จักพระเจ้ามากขึ้น  และพระเจ้าพอใจมากที่ลูกของพระองค์ตั้งใจและปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์

กษัตริย์ที่มีอายุน้อยที่สุดองค์หนึ่งในแผ่นดินยูดาห์ได้ขึ้นครองราชย์ตอนพระองค์อายุได้เพียง 8 ขวบเท่านั้น โยสิยาห์กษัตริย์ยูดาห์ที่ไม่เพียงอายุน้อยที่สุดที่เราควรจดจำชื่อของพระองค์ไว้ แต่กษัตริย์โยสิยาห์ยังเป็นกษัตริย์ที่กระทำในสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์มิได้หันไปทางขวามือหรือซ้ายมือเลย และยิ่งไปกว่านั้น กษัตริย์โยสิยาห์ในวัยหนุ่ม พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า “ก่อนพระองค์ไม่มีพระราชาองค์ใดเหมือนพระองค์ ผู้หันกลับมาหาพระยาเวห์ด้วยสุดจิตสุดใจ และด้วยสุดกำลัง และหลังพระองค์ก็ไม่มีพระราชาองค์ใดขึ้นมาเหมือนพระองค์” (2 พงศ์กษัตริย์ 23:25)

สาเหตุที่พระคัมภีร์กล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่า กษัตริย์โยสิยาห์เป็นผู้ปฏิรูป และสั่งให้มีการบูรณะซ่อมแซมพระนิเวศของพระเจ้า และในเวลานั้นเองฮิลคียาห์ปุโรหิตหลวงก็ไปพบหนังสือธรรมบัญญัติเข้าในระหว่างการซ่อมแซม เมื่อโยสิยาห์ได้อ่านหนังสือม้วนนั้นก็ปรจักษ์แจ้งว่าประชาชนของตนทั้งประเทศได้ละเลยและล่วงละเมิดทำบาปต่อพระเจ้ามาเป็นเวลานาน พระองค์จึงรวบรวมประชาชนมาทำพันธสัญญากับพระเจ้าว่าจะกลับใจ และจะรักษากฎเกณฑ์ของพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ

พระองค์เดินหน้าเอาจริงเอาจังกับการทำลายและกำจัดรูปเคารพ รูปพระต่างชาติ ปูชนียสถานสูง แท่นบูชา ซึ่งเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระเจ้า พระองค์กวาดล้างปุโรหิตของพระต่างชาติ เทวทาส คนทรง แม่มดหมอผี ทั่วทั้งกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแผ่นดินยูดาห์และสะมาเรีย และในการครองราชย์ปีที่ 18 พระองค์จึงประกาศให้ประชาชนกลับมาถือพิธีปัสการะลึกถึงการไถ่ของพระยาห์เวห์ ซึ่งถูกเลิกร้างไม่มีการถือปัสกาตั้งแต่ในช่วงปลายสมัยของพวกผู้วินิจฉัย พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าไม่มีกษัตริย์องค์ใดถือรักษาพิธีปัสกาก่อนหน้านี้มาเลย (ไม่แม้แต่กษัตริย์ดาวิด หรือซาโลมอน!!)

ประวัติศาสตร์หน้านี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า กษัตริย์องค์น้อยซึ่งมีพ่อและปู่ (กษัตริย์มนัสเสห์และกษัตริย์อาโมน) เป็นกษัตริย์ที่ชั่วช้าในสายตาของพระเจ้า ได้รับอิทธิพลดีมาจากใคร ผู้ใดที่สอนและช่วยให้พระองค์ใฝ่รู้และแสวงหาพระเจ้า ในเวลาที่แผ่นดินเต็มไปด้วยความชั่วช้า สังคมปนเปื้อนและหลงระเริงไปกับความบาป ถึงอย่างนั้นก็ยังเห็นได้ว่าในแผ่นดินก็ยังไม่หมดสิ้นคนที่ยังแสวงหาพระเจ้าอยู่ คนที่ยังสัตย์ซื่อและส่งต่อคำพยานเรื่องราวฤทธิ์เดชของพระเจ้าไปยังรุ่นต่อๆ ไป ด้วยเหตุนี้เองอยากหนุนใจคุณครูว่า อย่าให้เราเมื่อยล้าในการกระทำดี และอย่าให้เราหยุดสอนเรื่องราวของพระเจ้าแก่คนรุ่นต่อจากเรา เพราะเราไม่รู้ว่าอาจจะมีโยสิยาห์ตัวน้อยๆ นั่งฟังเราอยู่ก็ได้

(สนใจอ่านเรื่องราวของโยสิยาห์เพิ่มเติมได้ที่ 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 22-23; 2 พงศาวดาร 34-35)

เดือนแห่งรัก

“ข้าพระองค์ปิติยินดีในพระบัญญัติของพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์รัก” สดุดี 119:47

การปลูกฝังนิสัยให้เด็กมีหัวใจรักพระคำของพระองค์ ปิติยินดีในการได้อ่าน ได้ฟัง ได้จดจำพระคำของพระองค์ น่าจะเป็นสิ่งที่คุณครูให้ความสำคัญมาเป็นลำดับต้นๆ ปฏิทินเฝ้าเดี่ยวสำหรับเด็กในเดือนนี้สามารถเป็นเหมือนพลั่วพรวนดินในหัวใจของเด็กๆ เตรียมหัวใจของเขาให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนให้พวกเขารู้ว่า พระเจ้ารักเขาเพียงไรและพระองค์ต้องการให้เขารักกันและกันให้มาก เพื่อคนทั้งปวงจะเห็นว่าเขาเป็นสาวกของพระองค์ “รักพระคำของพระเจ้า อ่านพระคำของพระองค์”

การเฝ้าเดี่ยว คือ การใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าทุกวัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระเจ้ามากขึ้น  เด็กๆ เองก็ควรที่จะใช้เวลาในแต่ละวันอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ เพื่อจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น รู้จักความรักของพระเจ้ามากขึ้น และรู้จักแผนการของพระเจ้าในชีวิตของเรามากขึ้น

ปฏิทินอ่านพระคัมภีร์ “คริสตมาส”

คริสตมาส เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองการบังเกิดของพระเยซู พระคัมภีร์หลายตอนที่กล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่อผู้ที่รอคอยพระองค์ ในเพลงคร่ำครวญ 3:25-26 กล่าวว่า “พระเจ้าทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์อยู่ และทรงดีต่อคนที่แสวงหาพระองค์” อิสยาห์ 30:18 พระเจ้าประทานสัญญาแก่คนอิสราเอลว่า “เพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรม ผู้ที่คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร”

ปฏิทินเฝ้าเดี่ยว “คริสตมาส” ได้รวบรวมข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐเรื่องความรอดผ่านทางพระเยซูไว้ โดยเริ่มจาก

  • วันที่ 1-5 ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์
  • วันที่ 6-11 ความบาปที่ทำให้มนุษย์ถูกตัดขาดจากพระเจ้า
  • วันที่ 12-18 การเสด็จมาบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดซึ่งเป็นความหวังของมวลมนุษย์
  • วันที่ 19-22 พระเยซูยอมสละชีวิตตายแทนมนุษย์
  • วันที่ 23-24 ผู้ที่เชื่อพระเยซูจะได้รับชีวิตนิรันดร์

“เรารอคอยผู้ช่วยให้รอดของเรา ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสต์เจ้า” (ฟิลิปปี 3:20) อาเมน!