มหัศจรรย์วันอีสเตอร์

เกี่ยวกับบทเรียน

ลูกลา เหรียญเงิน แส้หนัง สิ่งเหล่านี้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน? คุณครูสามารถใช้สื่อเหล่านี้ช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายที่แท้จริงของวันอีสเตอร์ แผนการแห่งความรอดที่พระเจ้าจัดเตรียมให้แก่มนุษย์ผ่านทางการตายบนไม้กางเขนของพระเยซู และชัยชนะเหนือความตายและอำนาจของบาป

เหมือนอย่างที่มีคำอุปมาว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” เป็นการสอนพระคัมภีร์ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยได้จับต้องจริง “ไข่มหัศจรรย์” นี้จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวมหัศจรรย์ของการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ ครูสามารถใช้ “ไข่มหัศจรรย์” แยกสอนบทเรียน 2-3 สัปดาห์เพื่อต้อนรับวันอีสเตอร์ หรือใช้ในวันฉลองอีสเตอร์พร้อมกับการหาไข่อีสเตอร์เพื่อความสนุกสนาน

ลำดับการสอนเรียงตามเหตุการณ์ในพระคัมภีร์

ไข่สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในบทเรียนข้อพระคัมภีร์
1กิ่งปาล์มพระเยซูเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตมัทธิว 21:1-9
2เหรียญเงินเงินเหรียญที่ยูดาสได้รับจากการทรยศมัทธิว 26:14-16, 46-50 27:1-5
3ถ้วย/ขนมปังอาหารมื้อสุดท้ายมัทธิว 26:17-19, 46-50; 27:1-5
4มืออธิษฐานพระเยซูอธิษฐานในสวนเกทเสมนีมาระโก14:32-42
5เชือกหนังการถูกทรมาน และบาดแผล 39 แผลยอห์น 19:1-15
6มงกุฏหนามการเยาะเย้ยถากถางว่า “พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของชาวยิว”มัทธิว 27:29
7ตะปู 3 ตัวการตรึงบนไม้กางเขนยอห์น 19:16-22
8ลูกเต๋า 1 ลูกการจับฉลากเอาเสื้อผ้าของพระเยซูยอห์น 19:23-25
9หอกทหารใช้หอกแทงสีข้างของพระเยซู แทนการทุบกระดูกให้แตกยอห์น 19:31-37
10ผ้าพันแผลผ้าพันศพของพระเยซูมัทธิว 27:57-61
11ก้อนหินก้อนหินที่ปิดปากอุโมงค์ฝังศพของพระเยซูมัทธิว 28:1-2
12ไข่ที่ว่างเปล่าการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูมัทธิว 28:5-8

สื่อการสอน

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ไข่พลาสติก 12 ฟอง
  • สิ่งของที่ซ่อนอยู่ข้างในไข่ทั้ง 11 ชิ้น หากเป็นไปได้ควรใช้สิ่งของที่เด็กสามารถจับต้องได้จริง เช่น กิ่งปาล์ม อาจใช้กิ่งไม้ที่มีใบไม้สีเขียวขนาดเล็กที่สามารถซ่อนไว้ในไข่ได้แทนกิ่งปาล์ม หรือสำหรับหอก ครูสามารถใช้ลวดนำมาดัดให้ปลายมีแง่งมุมคล้ายหอก อาจมีสิ่งของบางอย่างที่ไม่สามารถหาอุปกรณ์ใดมาทนแทนได้ ครูอาจใช้รูปวาดลงในกระดาษแข็งแล้วตัดให้มีขนาดพอใส่ในไข่ได้ (ดูไฟล์รูปภาพที่แนบมาด้วย)
  • รังใส่ไข่ หากครูหารังกระดาษใส่ไข่ไม่ได้ อาจใช้ตระกร้าหรือโถพลาสติกตกแต่งให้สวยงามน่าดึงดูดก็ได้

"คลิกที่รูปเพื่อขยายสำหรับพิมพ์ใช้กับกิจกรรม"

วิธีการสอน

การเรียงลำดับเรื่องราวมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้

  1. นำไข่มาเรียงกันโดยให้เริ่มที่ “กิ่งปาล์ม” (เขียนหมายเลข 1-12 ไว้บนไข่เพื่อความสะดวกในการสอน)
  2. ขออาสาสมัครหรือเลือกเด็กทีละคน ให้มีโอกาสเปิดไข่ดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างในทีละใบ
  3. ครูอ่านข้อพระคัมภีร์ที่กำหนด (หรือให้เด็กคนหนึ่งอ่านก็ได้) พระคัมภีร์บางตอนอาจจะยาว อาจเลือกอ่านเฉพาะบางข้อ
  4. อธิบายว่าข้อพระคัมภีร์และบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับไข่แต่ละใบ

เราได้ออกแบบหัวข้อและคำอธิบายต่อไปนี้เพื่อช่วยครูในการเล่าเรื่องราวของวันอีสเตอร์ การใช้การแสดงออกทางใบหน้า โทนน้ำเสียง ความคิดสร้างสรรค์และการสบตาเด็กๆเวลาเล่าเรื่อง จะช่วยดึงดูดความสนใจเด็ก ผลที่ตามมาก็คือพวกเขาจะรู้จักและเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามโปรดจำว่า เด็กเล็กๆ จะมีความสนใจสั้นกว่าเด็กโต ครูอาจพบว่าการเล่าเรื่องทั้ง 12 ตอนในคราวเดียวอาจจะยาวเกินไป ครูอาจแบ่งการสอนออกเป็น 2-3 ครั้ง

บทเรียน

ไข่ใบที่ 1 “กิ่งปาล์ม”

มัทธิว 21:1-9

เสียงโห่ร้องพร้อมกับกิ่งปาล์มที่ปลิ้วไปมาบนท้องฟ้า “โฮซันนา โฮซันนา ในที่สูงสุด” ฝูงชนจำนวนมากเอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนนหนทาง บางคนก็ตัดกิ่งไม้มาปูตามถนนเป็นทางให้พระเยซูขี่ลูกลาเสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม ในสมัยนั้นมันเป็นประเพณีของชาวยิวที่กษัตริย์จะทรงลาเมื่อบ้านเมืองมีสันติสุข ใช่แล้ว! พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง เป็นองค์สันติราชที่จะนำสันติสุขมาสู่โลก สันติสุขที่พระเยซูให้แก่เราไม่เหมือนความสุขที่โลกนี้ให้ สันติสุขแบบพระเยซูมาถึงเราโดยการเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และพระองค์จะเป็นผู้นำชีวิตของเรา

ประชาชนหลายคนเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า หลายคนได้รับการรักษาจากโรคภัยไข้เจ็บ และหายจากตาบอด ดังนั้นเมื่อพระเยซูทรงลาบนถนน พวกเขาก็กระหายที่จะได้มองเห็นพระองค์ โอ้..พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้เห็นพระผู้ช่วยให้รอด (พระเมสสิยาห์) ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอิสราเอล พวกเขาอยากอยู่ใกล้พระองค์ เพื่อจะพูดกับพระองค์หรือฟังพระองค์พูด พวกเขาต่างพากันตะโกน “โฮซันนา โฮซันนาในที่สูงสุด ขอพระองค์ผู้เสด็จมาในนามของพระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ”

แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บรรดาผู้นำของชาวยิวไม่พอใจพระเยซู ต่อต้านว่าพระองค์ไม่ใช่บุตรของพระเจ้า พระองค์กำลังหมิ่นประมาทพระเจ้า ทำให้ประชาชนเกิดความกลัว หลายคนคิดว่าการที่พวกเขาติดตามพระองค์ไปนั้นจะเป็นอันตรายต่อตัวพวกเขาเอง

 

ไข่ใบที่ 2 “เหรียญเงิน”

มัทธิว 26:14-16

พวกผู้นำชาวยิวต้องการกำจัดพระเยซู เพราะพระองค์ไม่ใช่พระเมสสิยาห์หรือพระผู้ช่วยให้รอดในแบบที่พวกเขาต้องการ พวกเขารอคอยให้พระเจ้าส่งนักรบผู้กล้าหาญหรือกษัตริย์ที่ทรงม้านักรบไม่ใช่ขี่ลา และสามารถขับไล่พวกโรมันออกไป แต่นั่นก็ไม่ใช่แผนการของพระเจ้าเลย

แทนที่พระเมสสิยาห์จะเป็นนักรบผู้แกร่งกล้าหรือเป็นกษัตริย์ผู้เข้มแข็ง พระเยซูเป็นเพียงชายธรรมดา สงบและถ่อมตน แต่เต็มไปด้วยความรักอันมาจากพระเจ้า พระองค์เสด็จมาในโลกนี้เพื่อแสดงความรักต่อคนบาป คนอ่อนแอ และต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ เพราะไม่สามารถช่วยตนเองได้ ตรงกันข้ามกับพวกฟาริสีผู้โอ้อวดว่าตนประพฤติดี เป็นคนเคร่งศาสนา แต่พวกเขากลับมีหัวใจที่เย่อหยิ่ง เต็มไปด้วยการตัดสินผู้อื่น เห็นแก่ตัว พระเยซูต้องการบอกประชาชนให้รู้ว่าสิ่งที่แสดงออกภายนอกนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับ

สิ่งที่อยู่ภายในใจ พระเยซูบอกฟาริสีว่าพวกเขาทำไม่ถูกและต้องเปลี่ยนแปลง นี่เองทำให้ฟาริสีและพวกผู้นำชาวยิวโกรธ พวกเขาไม่ต้องการให้พระเยซูบอกว่าพวกเขาทำผิดและเป็นคนบาป

ยูดาสสาวกคนหนึ่งของพระเยซู ได้ตัดสินใจที่จะหันจากการติดตามพระเยซู เขาเลือกที่จะโยนความรักที่พระเจ้ามีต่อเขาทิ้งไปโดยการทรยศส่งตัวพระเยซูให้กับผู้นำชาวยิว เพื่อจะให้พวกเขานำพระเยซูไปฆ่า และยูดาสทำการนี้เพื่อยอมแลกกับเงินเพียง 30 เหรียญเท่านั้นเอง

 

ไข่ใบที่ 3 “ถ้วย/ขนมปัง”

มัทธิว 26:17-19, 26-28

หลังจากที่ยูดาสรับเหรียญเงินจากพวกผู้นำชาวยิวมาแล้ว เขาก็ไปร่วมกินอาหารเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกากับพระเยซูและสาวกคนอื่นๆ เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อหรือปัสกาเป็นเทศกาลที่ชาวยิวเฉลิมฉลอง เพื่อระลึกถึงการที่พระเจ้าปกป้องชาวยิวและปลดปล่อยพวกเขาจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์

หนูรู้ว่าชาวยิวเคยเป็นทาสในประเทศอียิปต์เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ฟาโรห์ดื้อดึงกับพระเจ้าโดยไม่ยอมปล่อยประชาชนของพระเจ้าให้เป็นอิสระ ดังนั้นพระเจ้าจึงลงโทษชาวอียิปต์โดยการสังหารลูกชายหัวปีของชาวอียิปต์ แต่ในคืนเดียวกันนั้นเองพระเจ้าสั่งให้ชาวยิวฆ่าลูกแกะและเอาเลือดแกะป้ายที่วงกบประตูบ้านของตน เป็นเครื่องหมายแทนความเชื่อต่อพระเจ้าและพระองค์ทรง “ข้าม/เว้น” (ปัสกา หรือ pass over แปลว่า การข้าม/เว้น) บ้านของพวกเขาไป และเชื้อสายของชาวยิวก็รอดชีวิตปลอดภัยกันทุกคน นี่เป็นเหตุการณ์เล็งถึงพระเยซูคริสต์ที่จะมาเป็นเหมือนลูกแกะไร้ตำหนิที่ถูกฆ่า และเลือดของพระองค์จะไหลออกเพื่อช่วยทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์ ที่จะได้รับการ “ข้าม/เว้น” จากการโทษทัณฑ์ของความบาป แต่ได้รับความรอดคือชีวิตนิรันดร์

พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้รับประทานอาหารเย็นเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา พระองค์รู้ว่านี่จะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่พระองค์จะร่วมรับประทานกับสาวกของพระองค์ก่อนที่พระองค์จะถูกจับ พระองค์จึงหักขนมปังแบ่งให้สาวกเป็นสัญญลักษณ์แทนกายของพระองค์ที่จะแตกหักบนไม้กางเขนในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นพระองค์ทรงหยิบถ้วยน้ำองุ่นขึ้นส่งให้สาวก เล็งถึงเลือดของพระเยซูที่จะไหลออกเพื่อยกโทษบาปให้กับคนจำนวนมาก

 

ไข่ใบที่ 4 “มืออธิษฐาน”

มาระโก 14:32-42

หลังจากร่วมกินอาหารกับพวกสาวก พระองค์ได้ชวนสาวกบางคน (เปโตร ยอห์นและยากอบ) ไปยังสวนเกทเสมนีเพื่อจะอธิษฐาน ในเวลานั้นพระองค์กำลังยุ่งยากและทุกข์ใจอย่างหนัก เพราะรู้ตัวว่าความตายเข้ามาใกล้แล้ว พระเยซูบริสุทธิ์ พระองค์ไม่เคยทำบาปและไม่มีบาป แต่จะต้องถูกจับและลงโทษเหมือนนักโทษประหาร พระองค์ซบหน้าลงถึงดินอธิษฐานขอให้สิ่งร้ายที่จะเกิดขึ้นผ่านพ้นไป อย่างไรก็ตาม พระองค์รู้ว่าการตายของพระองค์นี้เป็นแผนการของพระเจ้า พระองค์จึงอธิษฐานว่า “พระบิดา ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระองค์ ขอโปรดให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” ในขณะที่พระเยซูอธิษฐานด้วยความทุกข์แสนสาหัส พวกสาวกของพระองค์กลับนอนหลับสลบไสลลืมตาไม่ขึ้น

หากหนูเจอปัญหาทุกข์ใจอย่างหนัก หนูคิดว่าหนูจะเป็นเหมือนพระเยซูที่ขะมักเขม้นอธิษฐาน หรือเหมือนพวกสาวกที่นอนหลับไม่ตื่น? และไม่ว่าหนูจะมีปัญหาใหญ่แค่ไหน ให้หนูเลียนแบบอย่างพระเยซูในการอธิษฐานขอต่อพระเจ้าของเรา คือ”อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของตัวเราเอง แต่ให้เป็นไปตามใจของพระเจ้า”

 

ไข่ใบที่ 5 “เชือกหนัง”

ยอห์น 19:1-5

ในคืนวันนั้นเอง ยูดาสพาพวกทหารโรมันไปจับพระเยซู ผู้นำชาวยิวนำพระเยซูไปหาปอนทิอัสปีลาต ผู้ปกครองชาวโรมันในแคว้นยูเดีย เพื่อไต่สวนพระองค์ที่พระองค์บอกว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า เหตุนี้เองพระองค์จึงเป็นศัตรูของซีซาร์กษัตริย์ของจักรวรรดิโรมัน

ปีลาตจึงให้เอาพระเยซูไปโบยตีด้วยแส้หนัง พระเยซูในฐานะที่เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์สามารถหยุดความเจ็บปวดที่กำลังได้รับในทันทีที่พระองค์ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการถูกลงโทษ การโบยตี หรือแม้แต่ความตาย แต่พระองค์ต้องการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าคือการตายแทนความบาปของมนุษย์ทุกคน ทำให้พระองค์ไม่ได้ทำอะไรเพื่อจะช่วยตัวพระองค์เองเลย

ผู้พยากรณ์อิสยาห์ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เดิมเล็งถึงพระเยซูคริสต์ว่า “ข้าพเจ้าหันหลังให้แก่ผู้ที่โบยตีข้าพเจ้า และหันแก้มให้แก่คนที่ดึงเคราข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้าไม่หนีหน้าจากความอายแก่การถ่มน้ำลายรด” (อิสยาห์ 50:6) “ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (อิสยาห์ 53:5) พระเยซูไม่สมควรได้รับการลงโทษ ไม่สมควรตายเพราะพระองค์ไม่ได้ทำผิดและไม่เคยทำบาป ที่จริงพวกเราต่างหากที่สมควรได้รับการลงโทษนั้น แต่พระเยซูทรงยอมลงมาบนโลกนี้เพื่อมาตายแทนที่เรา ตายเพื่อลบล้างความบาปผิดให้แก่ครูและหนู

 

ไข่ใบที่ 6 “มงกุฏหนาม”

มัทธิว 27:29

พวกทหารเอาเสื้อคลุมสีแดงเข้มมาสวมให้พระองค์ และเอาหนามสานเป็นมงกุฏสวมบนศีรษะของพระองค์ แล้วเอาไม้อ้อมาให้พระองค์ถือไว้ในมือขวา แล้วพวกเขาก็คุกเข่าลงต่อหน้าพระองค์เยาะเย้ยพระองค์ว่า “ข้าแต่กษัตริย์ของพวกยิว ขอทรงพระเจริญ” แล้วถ่มน้ำลายรดหน้าพระองค์ เอาไม้อ้อนั้นตีศีรษะของพระองค์ พร้อมกดมงกกุฏหนามนั้นให้จมลงในหนังศีรษะของพระองค์

จำได้ไหมว่าก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน เมื่อพระเยซูเสด็จลูกลาเข้ามาในกรุงเยรูซาเล็ม มีประชาชนมากมายมาห้อมล้อมพระองค์และโห่ร้องสรรเสริญยกย่องพระเยซู เกิดอะไรขึ้นกับประชาชนเหล่านั้น พวกเขาคิดว่าเมื่อพระเยซูเสด็จเข้ามาในกรุงเยรูซาเล็ม พระบุตรของพระเจ้าจะมาเป็นผู้ปกครองช่วยพวกเขาจากการเป็นเมืองขึ้นของชาวโรมัน แต่ในเวลานี้ทหารโรมันกำลังทรมานเฆี่ยนตีและเย้ยหยันพระเยซู พวกเขาหลายคนปฏิเสธพระองค์ และละทิ้งพระองค์ไป พวกเขาไม่เข้าใจแผนการของพระเจ้าแต่เชื่อในสิ่งที่เขามองเห็นด้วยตาเท่านั้น

 

ไข่ใบที่ 7 “ตะปู 3 ตัว”

ยอห์น 19:16-22

พวกทหารนำพระเยซูไปตรึงบนไม้กางเขนที่กลโกธา (ภูเขากะโหลกศีรษะ) ที่นั่นเขาใช้ตะปูตอกบนมือและเท้าของพระเยซู ตรึงพระองค์บนไม้กางเขนพร้อมกับนักโทษอีกสองคนคนละข้าง ทำไมพระเยซูต้องตาย?

ในตอนเริ่มแรกพระเจ้าสร้างมนุษย์คู่แรกคืออาดัมและเอวา พระองค์ให้อิสระแก่พวกเขาทั้งคู่ในการเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า น่าเศร้าที่พวกเขาเลือกที่จะฝ่าฝืนคำสั่งพระองค์ เพราะพวกเขาได้ทำบาป ผลที่ตามมาก็คือความตายทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นครูและหนูในฐานะเชื้อสายของอาดัมและเอวา เราจึงมีบาปติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด และบาปนี้เองที่ทำให้เราถูกแยกออกจากพระเจ้า มนุษย์ทุกคนไม่เพียงแต่มีธรรมชาติบาปติดตัวมา แต่เราเองยังเป็นคนบาปหรือทำบาปด้วย ในโรม 3:23 เขียนไว้ว่า “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” ความบาปคือ สิ่งที่หนูพูด คิด หรือ ทำ แล้วทำให้พระเจ้าเสียใจ (ให้เด็กๆ ยกตัวอย่างบาปที่เขาทำ) และความบาปนี้เองทำให้เราต้องรับโทษคือความตายนิรันดร์ หรือการที่เราจะไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์ เพราะพระเจ้าบริสุทธิ์ และบาปจะอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ไม่ได้ แต่เพราะพระองค์ทรงสร้างมนุษย์และรักมนุษย์ทุกคน พระองค์รู้ว่าพวกเราไม่สามารถช่วยเหลือตัวของเราเองได้ ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน

พระเจ้าจึงส่งพระเยซูพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาในโลกนี้ เพื่อมาตายบนไม้กางเขนรับโทษแทนตัวครูและหนู เพื่อจะช่วยให้มนุษย์สามารถกลับคืนดี มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ใหม่อีกครั้งผ่านทางพระเยซูคริสต์ หนูอยากได้รับการอภัยบาปไหม? หนูต้องการคืนดีกับพระเจ้าไหม? หากหนูเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ตายแทนความบาปผิดของหนู ในยอห์น 5:24 กล่าวว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจใพระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (นี่อาจเป็นโอกาสเหมาะที่ครูสามารถเชิญชวนเด็กต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

 

ไข่ใบที่ 8 “ลูกเต๋า 1 ลูก”

ยอห์น 19:23-25

สดุดี 22:18 ได้พยากรณ์ไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ว่าพวกโรมันจะทำอย่างไรกับเสื้อคลุมของพระเยซูคือ “เสื้อผ้าของข้าพระองค์เขาแบ่งปันกัน ส่วนเสื้อของข้าพระองค์นั้นเขาก็จับฉลากกัน” พระเยซูผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า กลับถูกข่มเหงและไม่มีข้าวของหรือสมบัติอะไรเหลือเป็นของพระองค์เลย แต่พระองค์ได้สำแดงให้หนูเห็นว่าหนูจำเป็นต้องทำอย่างไรเมื่อมีผู้กระทำผิดต่อหนู พระองค์อ้อนวอนพระบิดาให้ยกโทษผู้ที่กำลังตรึงพระองค์ที่ไม้กางเขน หนูลองฟังคำอธิษฐานของพระเยซูในลูกา 23:24 “โอ..พระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” นี่เป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่มากใช่ไหม ที่สอนให้เรารู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับผู้ที่ใจร้ายกับเรา? เราต้องอธิษฐานเผื่อพวกเขา และเราต้องยกโทษให้พวกเขาเช่นเดียวกับที่พระเจ้ายกโทษให้กับเรา

 

ไข่ใบที่ 9 “หอก”

ยอห์น 19:31-37

มันเป็นข้อปฏิบัติตามปกติของทหารโรมันที่จะต้องทุบขาของนักโทษที่ถูกประหารชีวิตบนไม้กางเขนให้หัก เพื่อช่วยเร่งเวลาให้พวกเขาตายเร็วขึ้น ในเวลานั้นทหารโรมันได้หักขาของนักโทษทั้ง 2 คนที่ถูกตรึงข้างพระเยซู แต่เมื่อพวกเขามาถึงไม้กางเขนของพระเยซู พระเยซูได้สิ้นลมหายใจแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจไม่หักขาของพระองค์ เหตุการณ์นี้ได้ถูกพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกันในสดุดี 34:20 “พระองค์ทรงปกป้องกระดูกทุกชิ้นของเขาไม่หักสักซี่เดียว” คำพยากรณ์ที่กลายเป็นความจริงหลายต่อหลายข้อเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระเจ้ารักมนุษย์มากมาย และพระองค์ได้วางแผนการแห่งความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ได้ทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า และแผนการของพระเจ้าก็สำเร็จ คำพยากรณ์นี้ทำให้พวกทหารโรมันที่ปกติจะหักขานักโทษ เมื่อเห็นว่าพระเยซูสิ้นลมหายใจเขาก็ใช้หอกแทงสีข้างของพระองค์ ทำให้น้ำและเลือดไหลออกจากตัวเพื่อเป็นการพิสูจน์ให้แน่ใจว่าพระองค์ตายแน่นอนแล้วจริงๆ

 

ไข่ใบที่ 10 “ผ้าพันแผล”

มัทธิว 27:57-61

ผู้นำชาวยิวบางคนเชื่อพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหรือพระเมสสิยาห์อย่างลับๆ โยเซฟแห่งบ้านอาริมาเธีย และนิโคเดมัสก็เป็นชาวยิวสองคนที่ไม่เปิดเผยตัวเอง ด้วยเกรงว่าหากใครก็ตามรู้ว่าเขาทั้งสองเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า พวกเขาอาจจะถูกฆ่าด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อพระเยซูสิ้นใจตายบนไม้กางเขนแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถปกปิดความลับนี้ได้อีกต่อไป โยเซฟและนิโคเดมัสยอมเสี่ยงชีวิตของตัวเองเข้าไปหาปีลาต ขอให้ส่งศพของพระเยซูให้แก่พวกเขา เพื่อทำการฝังตามธรรมเนียมชาวยิวในอุโมงที่ยังไม่ได้ใช้ของโยเซฟเอง เมื่อเขานำศพมาที่อุโมงค์เขาได้พันร่างของพระเยซูด้วยผ้าป่านและวางไว้ในอุโมงค์

 

ไข่ใบที่ 11 “ก้อนหิน”

มัทธิว 27:62-66

เมื่อเอาศพของพระเยซูฝังไว้ในอุโมงค์แล้วใช้หินก้อนใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ พวกฟาริสีเกรงว่าบรรดาสาวกของพระองค์จะแอบเข้ามาขโมยศพไปไว้ที่อื่นแล้วอ้างว่าพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ปีลาตจึงสั่งให้ทหารโรมันเฝ้ายามที่อุโมงค์นั้น พร้อมสั่งให้ทำการปิดผนึกปากอุโมงค์ หากมีคนแอบเข้าไปในอุโมงค์ก็จะรู้ได้จากผนึกที่ถูกทำลาย พวกผู้นำคิดว่าวิธีนี้จะสามารถข่มขู่และป้องกันสาวกของพระเยซูเข้ามาขโมยศพออกไปได้ เพราะโทษของการทำลายตราผนึกคือถูกประหารชีวิต และหากทหารโรมันปล่อยให้ใครทำลายตราผนึกเข้าไปในอุโมงค์ก็ต้องถูกประหารชีวิตเช่นกัน

 

ไข่ใบที่ 12 “อุโมงค์ว่างเปล่า”

มัทธิว 28:1-8

(เมื่อเด็กเปิดไข่ออกมาก อาจจะต้องแปลกใจเพราะในไข่ใบนี้ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งของซ่อนอยู่ข้างใน สะท้อนถึงอุโมงค์ที่ว่างเปล่า)

ในวันที่สามหลังจากพระเยซูถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เวลาใกล้รุ่งเช้าวันอาทิตย์ มารีย์ชาวมักดาลาและพวกผู้หญิงเดินทางมาที่อุโมงค์ เพื่อนำน้ำมันหอมและเครื่องเทศมาชโลมศพของพระเยซู เมื่อมาถึงก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ฑูตสวรรค์รูปลักษณ์เหมือนแสงฟ้าแลบ เสื้อขาวเหมือนดั่งหิมะได้กลิ้งหินออกจากปากอุโมงค์ และกล่าวกับหญิงเหล่านั้นว่า “อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่าพวกท่านมาหาพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขน พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่ เพราะทรงเป็นขึ้นมาแล้ว..” ฑูตสวรรค์บอกให้พวกผู้หญิงรีบไปบอกสาวกทั้งหลายว่า พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากควาตายเล้ว หญิงเหล่านั้นก็ก้มลงกอดพระบาทของพระเยซูและกราบนมัสการพระองค์

ฮาเลลูยา!! อุโมงค์ว่างเปล่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว

หลังจากนั้นพระเยซูได้ปรากฏพระองค์แก่พวกสาวกและผู้ติดตามพระองค์ และยังปรากฏต่อหน้าฝูงชนกว่า 500 คน มีประจักษ์พยานมากมายที่เห็นพระเยซูหลังจากที่พระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ พวกเขาได้พิสูจน์ว่าพระองค์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระเมสสิยาห์ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกเพื่อให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระเมษโปดกหรือลูกแกะของพระเจ้าที่ยอมถูกฆ่าเพื่อลบล้างบาปของมนุษย์ และเอาชนะความบาปและความตายโดยการเป็นขึ้นจากตาย สิ่งเหล่านี้ไม่มีอำนาจเหนือพระองค์ และจะไม่มีอำนาจเหนือผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์เช่นกัน

 

กิจกรรม

กิจกรรม “ย้อมไข่” แบบง่ายๆ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ไข่เป็ดต้มสุก (ไข่ที่มีเปลือกเป็นสีขาว) ตามจำนวนที่ต้องการให้เด็กแต่ละคน
  • น้ำอุ่น
  • สีผสมอาหาร (เพื่อจะสามารถทานไข่ต้มข้างในได้อย่างปลอดภัย)
  • น้ำส้มสายชู
  • น้ำมันพืช
  • แก้วน้ำ ช้อนส้อม

วิธีทำ

  • เตรียมแก้วน้ำตามจำนวนสีที่ต้องการใช้ (ใช้แก้วน้ำเพื่อไม่ให้เปลืองสีผสมอาหาร) ใส่น้ำอุ่นประมาณ 1/2 แก้ว หยดสีผสมอาหารประมาณ 5-10 หยดแล้วแต่ว่าต้องการสีเข้มหรืออ่อน เติมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะแล้วคนผสมให้เข้ากัน น้ำส้มสายชูจะช่วยให้สีติดไข่ได้ดี
  • ใส่ไข่ลงไปทีละใบ แช่ไข่ไว้ในแก้วประมาณ 3-5 นาที แล้วช้อนขึ้น เราก็จะได้ไข่ที่มีสีพื้น เช่น เขียว แดง เหลือง ฯลฯ
  • หลังจากที่เด็กทุกคนได้ย้อมไข่สีพื้นแล้ว ให้ครูเติมน้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะลงในสีที่ผสมไว้รอบแรก ให้เด็กนำไข่ของตัวเองใส่ลงในแก้วที่มีสีแตกต่างจากสีแรก เพื่อให้เกิดลวดลาย แช่ไข่ไว้ประมาณ 3-5 นาที น้ำมันที่เติมลงไปจะเคลือบผิวไข่บางส่วน แต่ส่วนที่ไม่ถูกน้ำมันก็จะเป็นตัวเพิ่มลวดลายลงบนไข่ หลังจากนั้นช้อนขึ้นและใช้ผ้าหรือกระดาษชำระเช็ดให้แห้ง ก็จะได้ไข่ที่มีลวดลายสีสันสวยงามแตกต่างกัน
  • สำหรับชั้นเรียนที่มีเด็กจำนวนมาก—ครูอาจเตรียมสีย้อมไข่ 2 ชุด คือชุดแรกที่ไม่มีน้ำมันเพื่อย้อมสีพื้น และเตรียมชุดที่สองที่ผสมน้ำมันเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เด็กได้ทะยอยทำกันไปตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ต้องรอย้อมรอบแรกและรอบที่สอง

(หมายเหตุ— ทำไมต้องมี “ไข่” ในวันอีสเตอร์? อันที่จริงแล้ว “ไข่” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูจากพระคัมภีร์เลย แต่ “ไข่” มีนัยยะหรือความหมายเล็งถึง ชีวิตใหม่ ดังนั้นเราจึงเห็นไข่เข้ามามีส่วนในการเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์)

กิจกรรม

ทรงเป็นขึ้นแล้ว

ลากเส้นให้สาวกพบกับพระเยซูด้วยนะ

"คลิกที่รูปเพื่อขยายสำหรับพิมพ์ใช้กับกิจกรรม"