เมื่อกลับบ้านวันนี้หนูจะได้
- รู้ว่าพระเยซูรักคนที่ไม่น่ารัก พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งคนที่สังคมรังเกียจ หรือผู้เล็กน้อยด้อยโอกาส
- ประทับใจกับความรักเมตตาของพระเยซูที่รู้จักชื่อของศักเคียส และไม่รังเกียจที่จะใช้เวลากับเขา
- ต้อนรับพระเยซู กลับใจใหม่ และสำนึกในพระคุณความรักของพระเจ้า โดยการสำแดงชีวิตผ่านการกระทำของหนู
T I P S สำหรับคุณครู
2 โครินธ์ 2:7 “ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรยกโทษ และปลอบใจคนนั้นมากกว่า เพื่อว่าเขาจะไม่จมลงในความทุกข์มากมาย”
เมื่อเกิดความขัดแย้งในชั้นเรียน เด็กทะเลาะแย่งของกัน นินทาว่าร้าย หรือล้อเลียนกัน คุณครูอย่าเพิกเฉย แต่ควรฉวยโอกาสที่จะสอนเด็ก และช่วยเด็กๆ ให้จัดการกับความขัดแย้งด้วยความรักเมตตา รู้จักการยอมรับผิดและการกล่าวขอโทษต่อเพื่อน เรียนรู้ที่จะยอมยกโทษและให้อภัย และกลับคืนดีกัน การแสดงความเมตตาเน้นการฝึกฝนสร้างคุณลักษณะนิสัยตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ เมื่อเด็กได้เรียนรู้วิธีและได้ฝึกปฏิบัติบ่อยๆ กระบวนการเหล่านี้เป็นการเสริมสร้างลักษณะนิสัยของเด็กได้เป็นอย่างดี
เกม “ช้างจับตั๊กแตน”
วิธีเล่น
- ให้เด็กหนึ่งคนอาสาเป็น “ช้าง” (หากมีเด็กในชั้นเรียนจำนวนมาก อาจมีช้างมากกว่า 1 ตัวก็ได้) เด็กที่เหลือจะเป็น “ตั๊กแตน”
- เด็กที่เป็นช้าง จะใช้มือหนึ่งข้างยื่นออกมาแนบกับแก้มเพื่อสมมุติว่าเป็นงวงช้าง ส่วนตั๊กแตนจะต้องใช้เท้ากระโดดหนีช้างแทนการวิ่ง
- เมื่อคุณครูให้สัญญาณ ช้างจะเริ่มวิ่งไปจับตั๊กแตน เมื่อช้างจับตั๊กแตนได้ ตั๊กแตนตัวนั้นจะต้องเปลี่ยนข้าง จับงวงช้างและกลายเป็นช้างนำขบวน เพื่อจับตั๊กแตนต่อไป ช้างที่นำขบวนตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถจับตั๊กแตนได้
- เมื่อเวลาผ่านไป ขบวนช้างจะยาวขึ้นเรื่อยๆ เพราะตั๊กแตนจะถูกจับและกลายเป็นช้าง
- เล่นจนตั๊กแตนทุกตัวถูกจับทั้งหมด
บทนำเรื่อง “ภาษีอากร”
ตามหลักฐานตามประวัติศาสตร์คาดว่าการจัดเก็บภาษีส่วยน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย เป็นวิวัฒนาการมาจากผลของการก่อสร้างราชอาณาจักรในยุคแรกๆ ของชนชาติไทย ที่ต้องมีการรบพุ่งทำสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้านใกล้เคียง เมื่อรบชนะก็จะมีการกวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยและยึดทรัพย์สินที่มีค่ากลับอาณาจักร หลังจากนั้นก็จะให้ประเทศผู้แพ้ที่อยู่ภายใต้การปกครองจัดส่งเครื่องบรรณาการมามอบให้ ลักษณะการได้มาซึ่งรายได้และทรัพย์สินข้างต้นเป็นการนำรายได้จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งก็นับเป็นการเก็บภาษีส่วยในรูปแบบหนึ่ง
ในสมัยของพระเยซู ประเทศอิสราเอลตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรม และถูกกำหนดให้ส่งส่วยให้แก่อาณาจักรโรม ภาษีที่ส่งให้กับอาณาจักรโรมนั้นจะถูกจัดเก็บโดยคนเก็บภาษีในท้องถิ่น คนเก็บภาษีเหล่านี้เป็นชาวยิวที่ชนะการประมูลเพื่อเป็นตัวแทนในการจัดเก็บภาษีส่งให้กรุงโรม
คนเก็บภาษีจะอยู่ตามท่าเรือ ประตูเมือง หรือโต๊ะเก็บภาษี พวกเขาจะเรียกเก็บภาษีจากผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาตามท้องถนน พวกเขามีหน้าที่ประเมินมูลค่าของทรัพย์สิน และกำหนดอัตราภาษีที่จะต้องจ่าย บ่อยครั้งคนเก็บภาษีจะตีมูลค่าสินค้าเหล่านั้นสูงเกินกว่าความเป็นจริง จะได้เรียกเก็บภาษีได้สูงเพื่อจะเอากำไรเข้าตัว คนที่เสียภาษีจึงถือว่า นี่เป็นการปล้นกันซึ่งๆ หน้าโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่มาบังหน้า
ดังนั้นคนเก็บภาษีในสมัยของพระเยซูจึงเป็นที่ชิงชัง ถือเป็นพวกรีดไถ อยุติธรรม ตามหลักธรรมบัญญัติ พวกนี้ถือว่ามีมลทิน รวมทั้งบ้านเรือนของพวกเขา และบ้านหลังใดที่คนเก็บภาษีเข้าไป ก็ให้ถือว่ามีมลทิน คนเก็บภาษีถูกจัดเป็นพวกเดียวกับคนบาปชั่วและหญิงโสเภณี เพราะถือว่า คนเก็บภาษีเป็นขโมย น่ารังเกียจเดียดฉันท์ ไม่ใช่คนซื่อตรง
เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (ลูกา 19:1-10)
รูปภาพที่ 1 ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส ศักเคียสเป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เขาเป็นคนมั่งคั่งร่ำรวยมาก แต่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นคนร่ำรวยจะทำให้เขาเป็นคนที่มีความสุข และเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป หนูรู้ไหมว่าเพราะอะไร?
ในสมัยนั้นอิสราเอลตกเป็นเมืองขึ้นของโรม คนเก็บภาษีในสมัยนั้นใครๆ ก็ถือว่าเป็นคนชั่วขายชาติ เป็นเครื่อง มือของพวกโรมันที่ถูกใช้มากดขี่พี่น้องชาติเดียวกัน พวกเขาจะเรียกเก็บภาษีจากประชาชน โดยพยายามหากำไรให้มากที่สุดเพื่อจะได้เก็บเอาส่วนหนึ่งเข้ากระเป๋าตัวเอง พวกชาวบ้านสามัญชนที่ไม่มีความรู้ก็มักจะถูกรีดไถเก็บภาษีสูงๆ เป็นการเอาเปรียบและขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน นี่เป็นสาเหตุที่ไม่มีใครชอบศักเคียสเลย
วันหนึ่งศักเคียสได้ยินข่าวว่าพระเยซูกำลังเดินทางไปเมืองเยรีโค ใจเขาอยากจะเห็นพระเยซูมาก จึงรีบเบียด เสียดเข้าไปในฝูงชน พยายามแหวกผู้คนเพื่อเขาจะได้มอง เห็นพระเยซู แต่เพราะศักเคียสเป็นคนตัวเตี้ย และผู้คนที่อยากมาพบพระเยซูก็มากมายแน่นขนัด เขาพยายามแหงนหน้าดูเท่าไรก็มองไม่เห็นพระเยซู “ทำอย่างไรดีล่ะ” ศักเคียสคิดในใจอยู่สักพัก เขาจึงรีบวิ่งไปทางข้างหน้าและกระโดดปีนขึ้นไปบนต้นมะเดื่อ “ว้าว! วิวข้างบนนี้ชัดแจ๋วเลย ไม่มีใครบัง คราวนี้ข้าต้องได้เห็นพระเยซูแน่ๆ นั่นไง..พระองค์กำลังเดินมาทางนี้แล้ว” ศักเคียสคิดในใจอย่างตื่น เต้น
รูปภาพที่ 2 ดูพระเยซูสิ! พระองค์กำลังเดินมาทางนี้พอดีเลย เมื่อพระองค์เดินมาถึงต้นมะเดื่อ พระองค์เงยหน้าขึ้น มาพูดกับศักเคียสว่า “ศักเคียส รีบลงมาเร็วเถอะ เพราะในวันนี้เราจะไปพักที่บ้านของท่าน” อะไรนะ? เขาได้ยินถูกหรือเปล่านี่?
ศักเคียสประหลาดใจมากที่พระเยซูมาพูดคุยกับเขา พระองค์รู้จักชื่อของเขาได้อย่างไร และเขาฟังไม่ผิดใช่มั้ยว่า พระเยซูต้องการจะไปพักที่บ้านของเขา พอศักเคียสตั้งสติได้ก็รีบปีนลงมาจากต้นมะเดื่อและพาพระองค์ไปที่บ้านของเขาด้วยความตื่นเต้นยินดี
รูปภาพที่ 3 แต่ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างบ่นกันพึมพำว่า “ท่านจะไปเป็นแขกในบ้านของคนบาปแบบนี้ได้อย่างไรกัน” หลายคนต่างไม่พอใจที่พระเยซูให้ความสนใจคนขี้โกงอย่างศักเคียส เขาไม่น่าจะได้รับเกียรติใดๆ ทั้งนั้น
รูปภาพที่ 4 ที่บ้านของศักเคียสเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี มีงานเลี้ยงรับรองต่อแขกคนสำคัญคือพระเยซูที่ศักเคียส อยากจะพบมากจนถึงขนาดปีนขึ้นไปบนต้นมะเดื่อ เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าของพระองค์ ในวันนั้นเองศักเคียสได้พบพระองค์และกลับใจใหม่ เขาลุกขึ้นและพูดกับพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้า ทรัพย์สิ่งของของข้า ข้าจะบริจาคให้กับคนยากจนครึ่งหนึ่ง และหากข้าได้เคยโกงใครมา ข้ายินดีจะคืนให้พวกเขาสี่เท่า”
พระเยซูจึงพูดกับศักเคียสว่า “ศักเคียส วันนี้ความรอดมาถึงบ้านหลังนี้แล้ว เพราะท่านเป็นลูกหลานของอับราฮัมด้วยเหมือนกัน เพราะบุตรมนุษย์มาก็เพื่อแสวงหาและช่วยเหลือผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”
ความรอดมาถึงศักเคียสและครัวเรือนของเขาในวันนั้น
แผนการแห่งความรอด
สำหรับเด็กที่ยังไม่เป็นคริสเตียน พระเยซูเป็นบุตรมนุษย์ที่พระเจ้าส่งมาในโลกนี้ ทรงสละสภาพพระเจ้าลงมาเป็นมนุษย์ พระองค์เข้าใจความเจ็บปวด และความปรารถนาในหัวใจของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนบาปชั่ว คนเจ็บป่วย คนพิการ คนที่ถูกสังคมรังเกียจ หรือผู้เล็กน้อยด้อยโอกาส รูปพรรณสัณฐานเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้พระเยซูเบือนหน้าหนี ไม่ช่วยพวกเขา แต่ตรงกันข้าม พระองค์กล่าวว่า “บุตรมนุษย์มาเพื่อแสวงหา และช่วยเหลือคนเหล่านั้นให้รอด” ความรักเมตตาของพระเจ้าไม่เคยปฏิเสธใครก็ตามที่แสวงหาพระองค์ หากหนูต้องการได้รับความรอดเหมือนศักเคียส หนูจะต้องต้อนรับพระองค์ เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า (ยอห์น 1:12)
พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

การกลับใจใหม่ของศักเคียส แสดงออกมาเป็นการที่เขายินดีบริจาคทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งของเขาแก่คนยากจน และคืนเงินให้แก่คนที่เขาเคยโกงภาษีมาถึงสี่เท่า การตัดสินใจของศักเคียสง่ายไหม? (ให้เด็กอภิปราย) ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยใช่ไหม? แต่เพราะศักเคียสสำนึกในพระคุณของพระเจ้าที่รู้จักและเรียกขานชื่อของเขาใต้ต้นมะเดื่อ และให้ความรักเมตตามาร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่สังคมรังเกียจอย่างเขา เขาจึงยอมมอบอุทิศสิ่งที่เขาเคยเห็นว่ามีค่ากลับคืนให้แก่พระเจ้า
สำหรับเด็กที่เป็นคริสเตียน หากหนูเป็นลูกของพระองค์ หนูน่าจะเข้าใจแล้วว่าครูและหนูไม่ต้องทำดีเพื่อจะได้รับความรอด แต่เพราะพระเยซูได้ตายเพื่อเรา ดังนั้นเราจึงทำดี เพราะเราสำนึกในพระคุณมากมายของพระองค์ต่อเรา การดีที่เราทำต่อคนอื่นก็เหมือนเราได้ทำต่อพระเจ้า เช่น การแบ่งปัน การช่วยเหลือ การเสียสละ (เปิดโอกาสให้เด็กอภิปราย)
รูปภาพประกอบ
ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา
คำถามอภิปราย
(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)
- ทำไมชาวยิวถึงไม่ชอบคนเก็บภาษี?
- ทำไมศักเคียสไม่สามารถมองเห็นพระเยซูได้?
- ศักเคียสต้องการเห็นพระเยซูมากจนเขาต้องทำอย่างไรถึงได้เห็นพระเยซู?
- พระเยซูทำอะไรที่ทำให้ทั้งศักเคียสและประชาชนคนอื่นๆ ประหลาดใจ?
- ศักเคียสไม่เคยพบพระเยซูมาก่อน แต่พระเยซูรู้จักชื่อของศักเคียส หนูคิดว่าพระเยซูรู้จักชื่อของหนูไหม?
- เมื่อศักเคียสต้อนรับพระเยซูที่บ้านของเขา การกระทำอะไรของเขาที่แสดงให้เห็นว่าเขาได้กลับใจใหม่แล้ว?
- หนูประทับใจอะไรจากบทเรียนในวันนี้
กิจกรรม
“พระเยซูรู้จักศักเคียส”
ชายตัวเล็กคนหนึ่งชื่อ "ศักเคียส" เป็นคนเก็บภาษี ผู้คนไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่... วันหนึ่งพระเยซูได้เสด็จผ่านมาและศักเคียสอยากเห็นพระเยซูมากๆ แต่เขาตัวเล็กมองไม่เห็น เลยปีนขึ้นไปอยู่บนต้นมะเดื่อ! น้องๆ ลองลากเส้น เดินไปกับพระเยซูเพื่อไปตามหาศักเคียสที่อยู่บนต้นไม้ และเรียกเขาลงมา เพราะพระองค์อยากไปกินข้าวที่บ้านของศักเคียส!
กิจกรรม
พระเจ้ารู้จักชื่อของฉัน
สิ่งที่ต้องเตรียม
- ภาพถ่ายเอกสาร “พระเจ้ารู้จักชื่อของฉัน”
- สีอะคริลิกหรือสีโปสเตอร์
- ก้านสำลีจำนวน 5-10 ก้าน หรือตามจำนวนสีที่จะใช้
- จานสำหรับสีแต่ละสี
วิธีทำ
เด็กแต่ละคนจะได้รับกระดาษถ่ายเอกสาร “พระเจ้ารู้จักชื่อของฉัน” คนละ 1 แผ่น- ให้เด็กเขียนชื่อของตัวเองให้มีขนาดใหญ่พอเหมาะกับวงรีบนกระดาษกิจกรรม
- นำปลายก้านสำลีจุ่มลงในสีที่ต้องการ โดยให้สีติดที่ปลายสำลีแค่พอดี ไม่ต้องให้ชุ่มจนสีหยด
- เริ่มแต้มสีลงตามแนวเส้นของตัวอักษรที่เขียนนำร่องไว้ แนะนำให้เด็กแต้มเป็นจุดๆ ต่อกันไปเรื่อยๆ จนเต็มตัวอักษร ไม่ใช่การลากเส้น
- เมื่อต้องการเปลี่ยนไปใช้สีใหม่ ให้เปลี่ยนไปใช้ก้านสำลีอันใหม่ที่เตรียมไว้ เพื่อไม่ให้สีปนกัน
- เมื่อแต้มชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ยกกระดาษไปตากจนสีแห้งสนิท
- สรุป - พระเจ้าเป็นผู้ที่สร้างเด็กๆ ขึ้นมา ดังนั้นพระองค์จึงรู้จักชื่อ และรู้จักเด็กแต่ละคนเป็นอย่างดี ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร พระองค์สถิตอยู่ด้วย และเด็กทุกคนเป็นที่รักของพระองค์
