T I P S สำหรับคุณครู
ลูกา 6:36 “พวกท่านจงมีใจเมตตากรุณาเหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา” ชั้นเรียนพระคัมภีร์ของคุณครูเป็นสถานที่และโอกาสทองที่คุณครูสามารถแสดงใจเมตตากรุณาต่อเด็กๆ ซึ่งสำหรับเด็กหลายคนอาจเป็นที่แห่งเดียวที่พวกเขาได้รับ ความรักเมตตาแบบไม่มีเงื่อนไขของรูปพรรณสัณฐาน ฐานะทางบ้าน หรือความสามารถ ช่วยให้เด็กได้สัมผัสถึงหัวใจของพระบิดาที่มีต่อเขาผ่านบทเรียนที่เขาจะได้เรียน
การที่คุณครูได้ยอมถวายตัว และเสียสละเวลาของตัวเองมาสอนพระคัมภีร์พวกเขา ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงใจเมตตากรุณาต่อเด็ก การรับรองยอมรับจากพระบิดาจะเป็นบำเหน็จที่คุณครูได้สะสมไว้บนแผ่นดินสวรรค์
เกม “ส้มกับฝรั่ง”
สิ่งที่ต้องเตรียม
- ส้ม และ ฝรั่งอย่างละ 1 ผล (อาจใช้ผลไม้อื่นแทนได้)
วิธีเล่น
- ให้เด็กยืนล้อมเป็นวงกลมห่างกันประมาณหนึ่งศอก
- เลือกเด็กสองคนให้เด็กคนหนึ่งถือส้ม และอีกคนหนึ่งถือฝรั่ง
- กติกามีอยู่ว่า เด็กจะต้องส่งผลส้มไปทางขวามือ และฝรั่งไปทางซ้ายมือ โดยห้ามใช้มือ แต่ใช้ข้อศอกแทน
- หากเด็กคนใดทำผลไม้ตก จะต้องปิดตาข้างหนึ่ง (กลายเป็นคนตาบอด 1 ข้าง) แล้วส่งผลไม้ต่อไป
- ให้เด็กทุกคนมีโอกาสส่งผลไม้ 2-3 รอบ
สรุป - ให้เด็กช่วยกันตอบว่า การส่งผลไม้ด้วยการไม่ใช้มือยากแค่ไหน และเมื่อตาข้างหนึ่งมองไม่เห็น มันยากกว่าเดิมไหม? เกมนี้จะมีส่วนช่วยเป็นบทนำถึงบทเรียนเรื่องคนโรคเรื้อนในวันนี้
บทนำเรื่อง “ไทกอ”
ใครเคยได้ยินคำว่า “ไทกอ” หรือ “ขี้ทูด กุฏฐัง (กุด-ถัง)” บ้าง? ถ้าหนูได้ยินว่ามีคนเป็นไทกอ หนูรู้ไหมว่าเขาเป็นโรคอะไร? ไทกอเป็นคำเรียกคนที่เป็นโรคเรื้อนในสมัยก่อน โรคเรื้อนเคยเป็นโรคระบาดหรือโรคติดต่อที่น่ากลัวมากทั้งในสมัยพระคัมภีร์และในประวัติศาสตร์ของไทย โรคเรื้อนเป็นความผิดปกติที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย หากไม่ได้รับการรักษากล้ามเนื้อจะอ่อนแรง แขน ขาและนิ้วลีบหงิก ปากเบี้ยว หลับตาไม่ได้ จมูกยุบ ใบหูหนาผิดรูป เป็นต้น
คนป่วยโรคเรื้อนเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะถูกสังคมรังเกียจ และโดนทอดทิ้ง ถูกขับไล่ไสส่ง ผู้ป่วยในสมัยก่อนมักมีแผลเหวอะหวะ มือเท้ากุด จึงไม่สามารถประกอบอาชีพใดๆ ได้เลย นอกจากเป็นขอทาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีบันทึกว่าประเทศไทยมีคนป่วยเป็นโรคเรื้อนหลักแสนคน นายแพทย์เจมส์ แมคเคน หมอสอนศาสนา (หรือมิชชันนารี) ชาวอเมริกันได้จัดตั้งหมู่บ้านคนโรคเรื้อนแห่งแรกขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เป็นที่พักพิงและช่วยเหลือดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อน กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อนได้ยินข่าวนี้ ต่างก็หลั่งไหลกันมาจากทั่วทุกสารทิศ ผู้ป่วยบางคนดั้นด้นเดินเท้ามาจากภูเขาไกลโพ้น ปัจจุบันรู้จักกันในนาม “โรงพยาบาลแมคเคน” และต่อมายังได้มีการสร้างโรงพยาบาลคริสเตียนมโนรมย์ จ.ชัยนาท เพื่อเป็นสถานดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนอีกเช่นกัน
มิชชันนารีและผู้รับใช้คนไทยหลายคนที่ยอมเสียสละชีวิตของพวกเขามาดูแลคนเจ็บป่วยที่เป็นโรคเรื้อนในสมัยนั้น ได้เดินตามรอยเท้าของพระเยซูที่ได้เข้ามาในโลกนี้ เพื่อนำความรอดมาถึงมนุษย์ทุกคน พระเยซูเคยกล่าวไว้ว่า “คนปกติไม่ต้องการหาหมอ แต่คนเจ็บต้องการหมอ เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่” (ลูกา 5:31-32 ฉบับ 1971)
เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (ลูกา 17:11-19)
รูปภาพที่ 1 ระหว่างทางที่พระเยซูกำลังเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ได้แวะเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนโรคเรื้อนสิบคนตามมาพบพระองค์ พวกเขายืนอยู่แต่ไกล และส่งเสียงร้องว่า “เยซูเจ้านายของข้า โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิด”
รูปภาพที่ 2 ในสมัยของพระเยซู คนที่เป็นโรคเรื้อนเป็นคนที่น่าสงสารมาก พวกเขาไม่เพียงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะโรคร้ายจากแผลเหวอะหวะ มือเท้ากุด บางคนหน้าตาถึง กับบิดเบี้ยวผิดรูป แต่เพราะโรคติดต่อนี้ยังทำให้ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้อีกด้วย
ในธรรมบัญญัติของชาวยิวกำหนดไว้ว่า หากใครเป็นโรคเรื้อน ให้เขาถูกกักตัวแยกออกจากชุมชนและให้ปุโรหิตประกาศว่าคนนั้นเป็นมลทิน กฎเกณฑ์ของพระเจ้าตั้งไว้เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเรื้อนติดต่อไปสู่สมาชิกคนอื่นในบ้าน และขยายเป็นวงกว้าง ในสมัยก่อนโรคเรื้อนเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา ทำให้ใครก็ตามที่เป็นโรคเรื้อนต้องทุกข์ทรมาน ถูกรังเกียจเดียจฉันท์ และเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่า เขาจะช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไร พวกเขาทำมาหากินไม่ได้ นอกเสียจากจะกลายเป็นขอทานอยู่ตามข้างถนน หรือที่ประตูเมือง
รูปภาพที่ 3 เมื่อพระเยซูมองดูคนโรคเรื้อนทั้งสิบคนอยู่ด้วยกัน พระองค์เกิดความเมตตาสงสารจึงพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าจงไปสำแดงตัวแก่พวกปุโรหิตเถิด”
พระเยซูบุตรพระเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้า และมีฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่ เพียงแค่พระองค์ใช้คำพูดสั่ง สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อคนโรคเรื้อนเชื่อฟังและทำตามคำพูดที่พระ องค์สั่งพวกเขา ระหว่างทางที่พวกเขากำลังเดินไปหาปุโรหิตเกิดอะไรขึ้นนี่? แผลเหวอะหวะบนแขนหายไปกลายเป็นเนื้อหนังเรียบเนียน ใบหูที่เคยหนาเตอะเหมือนหนังช้างไม่มีความรู้สึกใดๆ มันกลายเป็นแผ่นหูบางๆ ติ่งหูนุ่มนิ่ม ปากเบี้ยวๆ มาบัดนี้มันเป็นปกติ พูดจาได้ชัดเจน ขาที่เมื่อก่อนแทบจะเดินไม่ไหว ตอนนี้สามารถงอเข่า ยืดมันออกแถมกระโดดและวิ่งได้ อัศจรรย์... อัศจรรย์จริงๆ อัศจรรย์ยิ่งขึ้นอีก ดูสิ.. ไม่ใช่คนโรคเรื้อนเพียงคนเดียวที่หายโรค แต่คนโรคเรื้อนทั้งสิบคนหายโรคในเวลาเดียวกัน เพียงแค่คำพูดของพระเยซู พวกเขาหายสะอาด
รูปภาพที่ 4 คนหนึ่งในคนโรคเรื้อนสิบคน เมื่อเห็นว่าตัว เองหายโรคแล้ว เขาจึงเดินกลับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง และกราบลงที่เท้าของพระเยซู ขอบคุณพระองค์ คนๆ นั้นเป็นชาวสะมาเรีย พระเยซูจึงเอ่ยถามเขาว่า “มีสิบคนหายสะอาดจากโรคมิใช่หรือ แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน? ไม่มีใครกลับมาสรรเสริญพระเจ้านอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือ?” และพระองค์พูดกับชายคนนั้นว่า “จงลุกขึ้นและไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ตัวท่านหายเป็นปกติแล้ว”
แผนการแห่งความรอด
ในสมัยก่อนโรคเรื้อนเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา คนที่เป็นโรคเรื้อนจึงหมดหวัง เพราะพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองให้หายเป็นปกติได้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของมนุษย์ในปัจจุบันที่ทุกคนเกิดมาในบาป มีเคราะห์กรรมติดตัวมาตั้งแต่เกิด และไม่มีมนุษย์คนไหนเลยสามารถช่วยตัวของเขาเองให้รอดพ้นจากผลของความบาปคือ ความตายนิรันดร์
นี่เองเป็นเหตุให้พระเยซูยอมลงมาเป็นมนุษย์ เพราะพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า พระองค์จึงปราศจากบาป และด้วยความรักเมตตาพระองค์ยอมสละชีวิตของพระองค์เองบนไม้กางเขน เพื่อรับโทษบาปผิดแทนมนุษย์ทุกคน
สำหรับเด็กที่ยังไม่เป็นคริสเตียน หากหนูรู้ว่าหนูเป็นคนผิดบาป ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องการให้พระเยซูช่วยหนูให้พ้นจากความผิดบาป หนูสามารถเชื่อและร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซูได้เหมือนพวกคนโรคเรื้อน และพระองค์สัญญาว่าหนูจะได้รับการรักษาให้หายดี และได้รับชีวิตใหม่คือ ชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าบนแผ่นดินสวรรค์
พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

หากหนูเป็นโรคเรื้อนที่ทุกข์ทรมานมาเป็นเวลา นานและได้รับการรักษาให้หายอย่างอัศจรรย์ หนูจะดีใจแค่ไหน? หนูจะขอบคุณพระเจ้าด้วยเสียงดังโดยไม่อายใครไหม? และหนูจะวิ่งกลับมาขอบคุณพระเจ้า และรีบไปบอกคนอื่นๆ ว่าพระเจ้ารักษาหนูอย่างอัศจรรย์เหลือเชื่อไหม?
สำหรับเด็กที่เป็นคริสเตียน เป็นการดีที่หนูเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้า และไม่ลืมสิ่งที่พระเจ้าได้ทำเพื่อหนู หนูสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ทุกที่ที่หนูไป ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า สาย บ่าย หรือเย็น หนูยังสามารถขอบคุณพระองค์ได้ในทุกๆ สถานการณ์ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ และหนูสามารถขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกๆ สิ่งในชีวิตของหนู เพราะฉะนั้น จะไม่มีวันไหนหรือเหตุผลใดๆ เลยที่จะทำให้ครูและหนูขอบคุณพระเจ้าไม่ได้ (เปิดโอกาสให้เด็กขอบคุณพระเจ้า)
รูปภาพประกอบ
ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา
คำถามอภิปราย
(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)
- เมื่อคนโรคเรื้อน 10 คนเห็นพระเยซู พวกเขาร้องขออะไรจากพระองค์?
- ในพระคัมภีร์กล่าวว่า คนโรคเรื้อนยืนอยู่แต่ไกลร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู ทำไมพวกเขาไม่วิ่งเข้ามาใกล้พระเยซูและพวกสาวก?
- คนโรคเรื้อนเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือรักษาตัวเองได้ หนูเองมีอะไรในชีวิตของหนูไหมที่หนูไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องการความช่วยเหลือจากพระเยซู?
- พระเยซูทำอะไรกับคนโรคเรื้อนทั้งสิบคนนั้น?
- หนูคิดว่า ทำไมมีเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบคุณพระเยซูที่ช่วยรักษาเขาให้หาย?
- หากหนูเป็นคนโรคเรื้อนนั้น หนูจะกลับมาขอบคุณพระเยซูไหม? ทำไม?
- หนูสามารถขอบคุณพระเจ้าได้เมื่อไรบ้าง? ที่ไหนบ้าง? และอะไรบ้าง?
กิจกรรม
สิบนิ้ว ขอบคุณ
สิ่งที่ต้องเตรียม
- กระดาษแข็งทำปกขนาด A5 (ครึ่งหนึ่งของขนาด A4) สำหรับทำการ์ดอวยพร
- ซองจดหมาย
- สีเมจิกหลากหลายสี
- ปากกา
วิธีทำ
- แจกกระดาษแข็งขนาด A5 ให้เด็กแต่ละคน และให้เด็กพับครึ่งกระดาษ เพื่อทำเป็นการ์ดอวยพร
- ให้เด็กใช้ปากกาเมจิกทาบนลายนิ้วมือแต่ละนิ้วของเด็ก ทาทีละนิ้วแล้วกดปั๊มสีลายนิ้วมือนั้นลงบนด้านหน้าของการ์ดอวยพร ทำซ้ำทีละนิ้วจนครบทั้งสิบนิ้ว อาจใช้สีเดียวหรือหลายหลากสีแล้วแต่ชอบ
- ให้เด็กใช้ปากกาวาดหน้าตา แขน และขาบนลายนิ้วมือแต่ละนิ้ว เป็นสัญลักษณ์แทนคนง่อยสิบคนที่พระเยซูรักษาพวกเขาให้หาย พวกเขาทุกคนต่างยิ้ม เต้นโลด ดีใจที่พวกเขาหายจากโรคร้าย แต่มีคนง่อยเพียง 1 คนในรูปเท่านั้น ที่คุกเข่าลงและขอบคุณพระเยซูที่รักษาเขาให้หาย (ให้เด็กวาดหนึ่งคนที่จะทำท่าคุกเข่า และยกมือขอบคุณ)
- เมื่อวาดคนทั้งหมดเสร็จแล้ว ให้เด็กเขียนข้อท่องจำ สดุดี 103:2 “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย สรรเสริญพระยาเวห์เถิด และ อย่าลืมบุญคุณทั้งสิ้นของพระองค์”
- หลังจากนั้น ให้เด็กคิดถึงบุคคลหนึ่งคนที่เด็กอยากจะขอบคุณ (อาจเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูที่โรงเรียน หรือเพื่อนก็ได้) ให้เด็กเปิดการ์ดออก และใช้เวลาเขียนคำขอบคุณถึงคนๆ นั้นถึงสิ่งที่เขาได้ทำให้กับเด็ก
- เมื่อเขียนเสร็จแล้ว คุณครูแจกซองจดหมายเพื่อให้เด็กนำการ์ดที่ตัวเองตกแต่งและเขียนคำขอบคุณใส่ลงในซองจดหมาย เพื่อเด็กจะนำไปให้กับคนที่เขาเขียนถึง
กิจกรรม
หนูจะขอบคุณพระเจ้า
สิ่งที่ต้องเตรียม
- กระดาษแข็งหรือกระดาษทำปกสีขาวขนาด A4
- กรรไกร
- ดินสอ
- ปากกาเมจิก
- สีไม้หรือสีเทียน
วิธีทำ
- แจกกระดาษให้เด็กแต่ละคน คนละ 1 แผ่น
- ให้เด็กพับกระดาษครึ่งหนึ่ง และเอามือข้างซ้ายของตัวเองวางทาบลงบนกระดาษ โดยให้ด้านนิ้วก้อยของเด็กวางชิดติดขอบสันกระดาษด้านที่พับไว้
- ใช้ดินสอลากเส้นรูปมือของตัวเด็กเองบนกระดาษ แล้วใช้ปากกาเมจิกตัดเส้นรูปมือของเด็ก
- หลังจากเสร็จแล้ว ให้ตัดรูปมือที่เด็กวาด โดยเว้นด้านของนิ้วก้อยที่ติดสันพับของกระดาษไว้ เพื่อเมื่อตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กจะได้รูปมืออธิษฐานที่สามารถเปิดออกเป็นมือ 2 ข้างได้
- เขียนคำว่า “หนูจะขอบคุณพระเจ้า” ไว้ด้านหน้าของมือที่พับอยู่
- ส่วนด้านในให้เขียนคำว่า “ทุกที่” “ทุกเวลา” “ทุกสิ่ง” และ “ทุกกรณี”
- หลังจากนั้นตกแต่งระบายสีให้สวยงาม

