T I P S สำหรับคุณครู
มีคาห์ 6:8 “พระยาห์เวห์ทรงประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้ทำความยุติธรรมและให้รักความเมตตา และให้ดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าของเจ้าด้วยความถ่อมใจ”
การสอนเด็กด้วยความยุติธรรมไปพร้อมกับความเมตตา อาจหมายถึงการอนุญาตให้เด็กที่เรียนรู้ช้ากว่าเพื่อน มีตัวช่วยในการท่องข้อท่องจำ หรือไม่ต่อว่าเด็กที่ชอบเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ให้โอกาสเด็กคนนั้นเป็นผู้ช่วยหยิบจับส่งของให้คุณครู การประเมินผลเด็กแต่ละคนด้วยความยุติธรรมควรทำด้วยใจเมตตาเสมอ เข้าใจและตระหนักว่า เด็กแต่ละคนมาจากพื้นเพครอบครัวต่างกัน มีวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกัน เป้าหมายในการประเมินเด็กไม่ควรจดจ่ออยู่ที่เด็กมีความรู้ หรือจดจำได้มากแค่ไหน แต่ควรเน้นไปถึงผลที่ออกมาเป็นการประพฤติปฏิบัติที่สะท้อนถึงสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ไป
เกม “ตาบอดมองเห็น”
สิ่งที่ต้องเตรียม
- ผ้าปิดตา 1 ชิ้น
วิธีเล่น
- ขออาสาสมัคร 1 คนที่จะเป็นคนตาบอด
- เด็กที่เหลือให้จับยืนเป็นวงกลมระยะห่าง 2 ช่วงแขน โดยให้คนตาบอดยืนใส่ผ้าปิดตาอยู่ตรงกลางวง
- ให้เด็กเดินวนไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้สัก 2-3 รอบ คุณครูให้สัญญาณหยุดเดิน เมื่อคุณครูไปแตะบ่าของเด็กคนใดคนหนึ่ง ให้เด็กคนนั้นพูดว่า “อยู่ที่นี่”
- หลังจากนั้น ให้คนตาบอดถอดผ้าปิดตา แล้วลองทายสิว่า เด็กที่พูดว่า “อยู่ที่นี่” คือใคร
- หากทายถูก ให้เด็กคนที่ถูกทายมาเป็นคนตาบอด แต่หากทายผิด ให้เด็กปิดตาและต้องเป็นคนตาบอดอีกหนึ่งรอบ
บทนำเรื่อง “กฎแห่งกรรม”
ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมในสังคมไทยมีมานานมาก เรามักได้ยินคำว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และผลกรรมของการกระทำไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่กระทำ คนมากมายยังเชื่อกันว่า ถ้าพ่อแม่บรรพบุรุษทำไม่ดีไว้ ผลกรรมอาจจะตกทอดไปยังลูกหลาน ทำให้เกิดประเพณีการทำบุญล้างบาปที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป คนไทยทำบุญทำทานเพื่อจะให้ผลบุญนั้นไปลบล้างความผิดบาปที่ได้กระทำไว้ ผลกรรมจากความผิดบาปนั้นจะได้เจือจางหรือลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
ความเชื่อแบบนี้ยังเห็นในประเทศศรีลังกา และพม่าด้วยเช่นกัน ในช่วงศตวรรษที่ 15-17 กล่าวกันว่าชาวศรีลังกาในยุคนั้นยากจนมาก ไม่มีที่ดินทำมาหากิน เพราะพวกเขายกที่ดินของตนเองทำบุญให้กับพระและวัด เช่นเดียวกับชาวพม่าที่ยกที่นาของตนเองถวายให้วัดกันจนไม่มีที่ทำมาหากิน เพราะพวกเขาอยากให้ผลบุญนั้นลบล้างเคราะห์กรรมของพวกเขา
หนูเชื่อไหมว่าคนยิวในสมัยของพระเยซูก็ยังมีความเชื่อคล้ายๆ แบบนี้ เมื่อเขาเห็นคนพิการ พวกเขาก็คิดอย่างอัตโนมัติว่าคนพิการนี้มีเคราะห์กรรม กรรมนี้อาจมาจากเจ้าตัวเองหรืออาจตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเขา แล้วหนูล่ะ! คิดเช่นเดียวกับคนเหล่านี้ไหม? ขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูไม่ได้คิดเช่นนี้ และไม่ต้องการให้หนูคิดแบบนี้เช่นกัน เมื่อพระเยซูลงมาในโลกนี้เพื่อช่วยมนุษย์ พระองค์ได้ทำลาย “กฎแห่งกรรม” ของมนุษย์ทุกคน เพราะสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อหนู หนูเองก็สามารถเอาชนะกฎแห่งกรรมนี้ได้ หากหนูตัดสินใจให้พระเยซูเข้ามาในชีวิต และเป็นผู้นำชีวิตของหนู
เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (ยอห์น 9:1-41)
รูปภาพที่ 1 วันหนึ่งพระเยซูและสาวกของพระองค์เดินมาเจอชายตาบอดตั้งแต่กำเนิดคนหนึ่งระหว่างทางของพวกเขา สาวกมองดูชายตาบอดนั้นแล้วเอ่ยถามพระเยซูขึ้นว่า “พระอาจารย์ ท่านว่าใครทำบาป ชายคนนี้หรือพ่อแม่ของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอดแบบนี้?”
พระเยซูหันไปตอบพวกสาวกว่า “ไม่ใช่คนนี้หรือพ่อแม่ของเขาหรอกที่ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอดเพื่อทุกคนจะได้เห็นสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้าจะทำให้กับเขา”
รูปภาพที่ 2 เมื่อพระองค์พูดเสร็จ ก็ถ่มน้ำลายลงบนพื้นดิน แล้วนำน้ำลายที่ผสมกับดินเคล้ากันเป็นโคลนมาทาบนตาของชายตาบอดทั้งสองข้าง แล้วพระเยซูพูดกับชายตาบอดว่า “จงไปล้างโคลนออกที่สระสิโลอัมเถิด”
ชายคนนั้นก็ไปล้างโคลนออกจากตาของเขาตามที่พระเยซูสั่ง แล้วทันใดนั้นเมื่อเขาลืมตาขึ้น โอ้โห... เขาสามารถมองเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา ตาที่เคยบอดสนิทตั้ง แต่เกิด มาบัดนี้มองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อัศจรรย์.. อัศจรรย์จริงๆ เพื่อนบ้านและบรรดาคนที่เคยเห็นเขาตาบอดนั่งขอทานตั้งแต่ไหนแต่ไรต่างพูดกันว่า “คนนี้เคยเป็นคนที่เคยนั่งขอทานอยู่ข้างถนนไม่ใช่หรือ?” บางคนบอกว่า “ใช่ เขานั่นแหละ!” แต่อีกคนพูดว่า “ไม่ใช่เขาหรอกน่า อาจเป็นคนที่หน้าตาคล้ายเขาก็ได้” ชายที่เคยตาบอดจึงพูดว่า “ข้านี่แหละ เป็นคนตาบอดคนนั้น” คนเหล่านั้นจึงถามเขาว่า “แล้วตาของเจ้าหายบอดได้อย่างไรกัน?” เขาจึงเล่าว่า “ชายที่ชื่อ เยซู เอาโคลนเอามาทาที่ตาของข้า และบอกให้ข้าไปล้างโคลนออกที่สระสิโลอัม ข้าก็ทำตาม แล้วเมื่อข้าล้างโคลนออกจากตา ตาของข้าก็มองเห็น” พวกเขาจึงถามว่า “แล้วชายคนนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ?” เขาตอบว่า “ข้าไม่รู้หรอก”
รูปภาพที่ 3 คนเหล่านั้นจึงพาชายที่เคยตาบอดไปหาพวกฟาริสี เพราะวันที่พระเยซูช่วยชายตาบอดให้มองเห็นนั้นเป็นวันสะบาโต พวกฟาริสีถามว่า “ชายตาบอดคนนี้มองเห็นได้อย่างไร?” เขาจึงตอบพวกฟาริสีว่า “ชายคนนั้นเอาโคลนมาทาที่ตาของข้า เมื่อข้าล้างโคลนออกจากตา ข้าก็มองเห็น” พวกฟาริสีจึงพูดขึ้นว่า “คนที่ทำอย่างนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้าหรอก เพราะเขาไม่ได้รักษากฎของวันสะบาโต (กฎที่ให้ทุกคนหยุดพัก ห้ามทำการงานใดๆ ในวันสะบาโตซึ่งถือว่าเป็นวันบริสุทธิ์ของพระเจ้า) แต่คนอื่นๆ ก็พูดกันว่า “คนบาปจะทำการอัศจรรย์อย่างนี้ได้อย่างไรกัน?” พวกเขาก็เริ่มขัดแย้งกันแล้วหันไปถามชายตาบอดว่า “เจ้า คิดว่าอย่างไรเรื่องชายคนนั้นที่ทำให้ตาของเจ้าหายบอด” เขาจึงตอบว่า “เขาเป็นผู้เผยพระวจนะ”
พวกฟาริสียังไม่เชื่อคำพูดของชายที่เคยตาบอด พวกเขาจึงไปเรียกตัวพ่อแม่ของชายคนนั้นมาเพื่อซักถาม และก็นำชายที่เคยตาบอดเข้ามาซักถามเป็นครั้งที่สอง “เจ้าต้องตอบตามความเป็นจริงเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เรารู้ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป” เขาจึงตอบว่า “ข้าไม่รู้หรอก ว่าเขาเป็นคนบาปหรือเปล่า ข้ารู้แต่ว่าข้าเคยตาบอดและ ตอนนี้ข้ามองเห็นแล้ว” พวกฟาริสียังพยายามปฏิเสธว่าพระเยซูเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมา และไม่ยอมรับการอัศจรรย์ที่พระองค์ทำ ชายที่เคยตาบอดจึงกล่าวต่อหน้าพวกยิวว่า “ข้าบอกพวกท่านไปแล้ว แต่ท่านไม่ยอมฟัง แปลกจริงๆ ที่พวกท่านไม่รู้ว่าชายคนนั้นมาจากไหน แต่เขาทำให้ข้ามอง เห็นได้ พวกเราต่างก็รู้ว่าพระเจ้าไม่ฟังคนบาป พระองค์จะฟังคนที่ยำเกรงและทำตามพระองค์เท่านั้น ยังไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนเลยว่า มีใครที่ทำให้คนที่ตาบอดตั้งแต่กำเนิดมองเห็นได้ ถ้าชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาก็คงจะทำอะไรแบบนี้ไม่ได้แน่นอน” พวกยิวฟังแล้วก็โกรธมากและพูดด้วยใจยโสว่า “เจ้ามันบาปมาตั้งแต่เกิดแล้วยังจะมาสอนพวกเรางั้นหรือ?” แล้วพวกเขาก็ไล่ชายที่เคยตาบอดออกไป
รูปภาพที่ 4 เมื่อพระเยซูได้ยินว่าพวกเขาขับไล่ชายที่เคยตาบอดให้ออกไป พระองค์ก็ไปหาชายนั้นและถามว่า “เจ้าวางใจในบุตรมนุษย์**ไหม?” เขาจึงถามว่า “ใครคือบุตรมนุษย์หรือ? ข้าจะวางใจในเขาคนนั้น” พระเยซูจึงตอบชายนั้นว่า “เจ้าก็เห็นอยู่นี่ไง เขาคือคนที่กำลังพูดกับเจ้าอยู่นี่แหละ” ชายนั้นจึงร้องออกมาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าวางใจในพระองค์” แล้วก็ก้มลงกราบพระเยซู
พระเยซูพูดว่า “เราเข้ามาในโลกนี้เพื่อพิพากษาโลก เราได้มาเพื่อคนตาบอดจะได้มองเห็น และเพื่อคนที่คิดว่าตัวเองมองเห็นจะกลายเป็นคนตาบอด” เมื่อพวกฟาริสีที่ยื่นอยู่ใกล้ๆ ได้ยินอย่างนั้น จึงหันมาพูดกับพระเยซูว่า “ท่านว่าเราตาบอดหรือ?” พระเยซูจึงตอบพวกเขาเป็นนัยว่า พวกฟาริสีก็เหมือนคนที่ตามืดบอดด้วยบาปของความ เย่อหยิ่ง หลงตัวเองว่าดีกว่าคนอื่น และไม่สำนึกตนว่าพวกเขาก็เป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยเหมือนคนอื่นๆ
**บุตรมนุษย์ เป็นสรรพนามที่ถูกอ้างอิงจากคำพยากรณ์ในพระธรรมดาเนียล (พระคัมภีร์เดิม) ซึ่งกล่าวว่าวันหนึ่ง บุตรมนุษย์ ผู้ที่มาจากพระเจ้า จะได้รับสิทธิอำนาจครอบครอง และราชอาณาจักรของผู้นั้นจะไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งชาวยิวในสมัยนั้นมีความคุ้นเคยกับสรรพนามนี้ และเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวยิวว่า บุตรมนุษย์ก็หมายถึง พระเมสสิยาห์ ผู้ที่พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้มาเป็นพระผู้ช่วยของพวกเขา
แผนการแห่งความรอด
รูปภาพที่ 5 โดยทั่วไป คนมักเข้าใจว่าคนที่เจอกับความยากลำบาก เจ็บป่วยหรือพิการ ต้องเป็นคนที่ไปทำเวร ทำกรรมมาก่อนถึงต้องประสบเหตุร้ายต่างๆ นานา แต่ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนเกิดมาในบาป มีกรรมเวรติดตัวมาตั้งแต่เกิด ในโรม 3:10 กล่าวว่า “ไม่มีสักคนเป็นคนชอบธรรม ไม่มีเลย” เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคน จึงต้องรับผลของความบาป ไม่ใช่แค่บางคนที่ต้องรับผลของบาป แต่ทุกคนรวมทั้งครูและหนูด้วย
สำหรับเด็กที่ยังไม่เป็นคริสเตียน แต่พระเจ้ารักเมตตามนุษย์ จึงมีแผนการที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาป และหลุดพ้นจากเวรกรรม ช่วยผู้ที่หมดหนทางที่จะช่วยเหลือตัวเอง
หากหนูต้องการหลุดพ้นจากความบาปและกรรมเวรนี้ หนูจำเป็นต้องเชื่อพึ่งในพระเยซู บุตรมนุษย์ที่ยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่มนุษย์ออกจากความบาป และสัญญาว่า พระองค์ได้ไปจัดเตรียมที่สำหรับผู้เชื่อทุกคนบนสวรรค์ และที่นั่นจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ความพิการ ความโศกเศร้า และความทุกข์ทรมานอีกต่อไปเลย
พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร
ชายตาบอดที่ได้รับการรักษาให้หาย เขากราบนมัสการพระเยซูทันทีที่รู้ว่า พระเยซูเป็นคนที่พระเจ้าส่งมา เขาไม่กลัวและไม่รีรอที่จะเป็นพยานยืนยันว่า พระเยซูได้ทำอะไรให้กับเขา เขาไม่อายและไม่เก็บสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาไว้เพียงคนเดียว แต่เขากลับตื่นเต้นบอกเพื่อนบ้านของเขา และยืนยันกับพวกฟาริสีถึงสิ่งที่พระเยซูได้ทำเพื่อเขา
สำหรับเด็กที่เป็นคริสเตียน หนูเองก็สามารถเป็นพยานถึงเรื่องราวของพระเยซูได้ การเป็นพยานไม่ใช่เรื่องยากสำหรับครูและหนูเลย คำว่า “พยาน” หมายถึงผู้ที่รู้เห็น หรือประสบกับเหตุการณ์โดยตรง และสามารถบอกรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นได้ ดังนั้น การเป็นพยานของพระเยซู ก็คือ การที่หนูเล่าถึงเหตุการณ์ที่หนูมารู้จักพระเยซูได้อย่างไร และหนูทำอย่างไรถึงได้รับชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซู หนูสามารถเล่าถึงสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อหนู รักและอวยพรชีวิตของหนูอย่างไรบ้าง
รูปภาพประกอบ
ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา
คำถามอภิปราย
(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)
- เมื่อสาวกถามพระเยซูว่า เพราะความบาปของใครจึงทำให้ชายคนนี้เกิดมาตาบอด พระเยซูตอบพวกสาวกว่าอย่างไร?
- หนูคิดว่าในเรื่องนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนบาป ชายตาบอด พ่อแม่ของชายตาบอดหรือพวกฟาริสี? (สำหรับคุณครู—โรม 3:10-11 ทุกคนเป็นคนบาป ไม่มีคนชอบธรรมเลยสักคนเดียว ดังนั้น อย่าให้เผลอคิดเหมือนพวกฟาริสีว่า ตัวเองดีกว่าหรือชอบธรรมกว่าคนอื่น)
- พระเยซูทำอย่างไร ชายตาบอดถึงมองเห็นได้?
- หนูคิดว่า อะไรทำให้ชายตาบอดมองเห็นได้ โคลน น้ำในสระน้ำ การเชื่อฟังทำตาม หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า?
- เมื่อชายตาบอดมองเห็นแล้ว เขาทำอะไรหลังจากนั้น?
- ทำไมพระเยซูถึงเมตตาชายตาบอด แต่กลับไม่พอใจพวกฟาริสี?
- หนูได้เรียนรู้แล้วว่า พระเยซูสามารถรักษาชายตาบอดให้มองเห็นได้ หนูคิดว่าพระเยซูสามารถทำอะไรเพื่อหนูได้บ้าง?
กิจกรรม
แว่นตาเตือนความจำ
สิ่งที่ต้องเตรียม
- แบบแว่นตา สำหรับเด็กแต่ละคน
- กรรไกร
- กาว
- ปากกา
- สีสำหรับระบาย
วิธีทำ
- ถ่ายเอกสารหรือลอกลายแบบแว่นตาลงบนกระดาษแข็ง แจกให้เด็กคนละ 1 ชุด
- ให้เด็กเขียนข้อท่องจำ ยอห์น 9:39 พระเยซูตรัสว่า “เราเข้ามาในโลกเพื่อการพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด” ลงบนแว่นตา และระบายสีตกแต่งแว่นตาและขาแว่นตาให้มีสีสันสวยงาม
- ใช้กรรไกรตัดตัวแว่นตาและขาแว่นทั้งสองอย่างระมัดระวัง
- ทากาวที่ส่วนปลายของขาแว่นทั้งสอง เพื่อติดกับตัวแว่น
- ระหว่างที่เด็กกำลังตกแต่งแว่นตา ให้คุณครูเตรียมสิ่งของเหล่านี้โดยไม่ให้เด็กสังเกตเห็นก่อน (อาจเตรียมของเหล่านี้ไว้ด้านนอกห้อง) เพื่อจะให้เด็กได้ทดลองใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ เมื่อเขาไม่สามารถใช้สายตาในการมองได้ (การใช้มือสัมผัส ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้ลิ้นชิมรส) เช่น กระดาษทรายหยาบ ดอกกุหลาบ ลูกมะนาว ขนม น้ำ ฯลฯ
- เมื่อเด็กทำแว่นตาเสร็จเรียบร้อย ให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสออกมาสัมผัสสิ่งของที่คุณครูเตรียมไว้ทีละคน โดยเด็กจะสวมใส่แว่นตาที่เขาทำเสร็จ สามารถใช้มือ จมูก และลิ้นทดสอบลองดูว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร
- สรุป - ให้เด็กขอบคุณพระเจ้าสำหรับประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราที่พระเจ้าทรงสร้างอย่างอัศจรรย์ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับตาในการมองเห็น หูในการได้ยิน จมูกในการดมกลิ่น ลิ้นในการรับรส มือและผิวหนังของเราในการสัมผัสอวัยวะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สำคัญในการดำรงชีวิตของเด็กๆ ทุกคน
