บทเรียน : พระเยซูรักษาคนตาบอด

เมื่อกลับบ้านวันนี้หนูจะได้

  • เข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จึงต้องการพระผู้ช่วยให้รอด
  • อัศจรรย์ใจถึงฤทธิ์อำนาจของพระเยซูในการรักษาชายตาบอด และประทับใจในความเมตตาของพระองค์
  • เชื่อและมีความหวังในชีวิตใหม่ที่พระเจ้าสัญญา และไม่รีรอที่จะเป็นพยานเรื่องของพระเยซูให้แก่คนอื่น

T I P S สำหรับคุณครู

มีคาห์ 6:8 “พระยาห์เวห์ทรงประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้ทำความยุติธรรมและให้รักความเมตตา และให้ดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าของเจ้าด้วยความถ่อมใจ”

การสอนเด็กด้วยความยุติธรรมไปพร้อมกับความเมตตา อาจหมายถึงการอนุญาตให้เด็กที่เรียนรู้ช้ากว่าเพื่อน มีตัวช่วยในการท่องข้อท่องจำ หรือไม่ต่อว่าเด็กที่ชอบเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ให้โอกาสเด็กคนนั้นเป็นผู้ช่วยหยิบจับส่งของให้คุณครู การประเมินผลเด็กแต่ละคนด้วยความยุติธรรมควรทำด้วยใจเมตตาเสมอ เข้าใจและตระหนักว่า เด็กแต่ละคนมาจากพื้นเพครอบครัวต่างกัน มีวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกัน เป้าหมายในการประเมินเด็กไม่ควรจดจ่ออยู่ที่เด็กมีความรู้ หรือจดจำได้มากแค่ไหน แต่ควรเน้นไปถึงผลที่ออกมาเป็นการประพฤติปฏิบัติที่สะท้อนถึงสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ไป

 

เกม “ตาบอดมองเห็น”

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ผ้าปิดตา 1 ชิ้น

วิธีเล่น

  1. ขออาสาสมัคร 1 คนที่จะเป็นคนตาบอด
  2. เด็กที่เหลือให้จับยืนเป็นวงกลมระยะห่าง 2 ช่วงแขน โดยให้คนตาบอดยืนใส่ผ้าปิดตาอยู่ตรงกลางวง
  3. ให้เด็กเดินวนไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้สัก 2-3 รอบ คุณครูให้สัญญาณหยุดเดิน เมื่อคุณครูไปแตะบ่าของเด็กคนใดคนหนึ่ง ให้เด็กคนนั้นพูดว่า “อยู่ที่นี่”
  4. หลังจากนั้น ให้คนตาบอดถอดผ้าปิดตา แล้วลองทายสิว่า เด็กที่พูดว่า “อยู่ที่นี่” คือใคร
  5. หากทายถูก ให้เด็กคนที่ถูกทายมาเป็นคนตาบอด แต่หากทายผิด ให้เด็กปิดตาและต้องเป็นคนตาบอดอีกหนึ่งรอบ

บทนำเรื่อง “กฎแห่งกรรม”

ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมในสังคมไทยมีมานานมาก เรามักได้ยินคำว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และผลกรรมของการกระทำไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่กระทำ คนมากมายยังเชื่อกันว่า ถ้าพ่อแม่บรรพบุรุษทำไม่ดีไว้ ผลกรรมอาจจะตกทอดไปยังลูกหลาน ทำให้เกิดประเพณีการทำบุญล้างบาปที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป คนไทยทำบุญทำทานเพื่อจะให้ผลบุญนั้นไปลบล้างความผิดบาปที่ได้กระทำไว้ ผลกรรมจากความผิดบาปนั้นจะได้เจือจางหรือลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ความเชื่อแบบนี้ยังเห็นในประเทศศรีลังกา และพม่าด้วยเช่นกัน ในช่วงศตวรรษที่ 15-17 กล่าวกันว่าชาวศรีลังกาในยุคนั้นยากจนมาก ไม่มีที่ดินทำมาหากิน เพราะพวกเขายกที่ดินของตนเองทำบุญให้กับพระและวัด เช่นเดียวกับชาวพม่าที่ยกที่นาของตนเองถวายให้วัดกันจนไม่มีที่ทำมาหากิน เพราะพวกเขาอยากให้ผลบุญนั้นลบล้างเคราะห์กรรมของพวกเขา

หนูเชื่อไหมว่าคนยิวในสมัยของพระเยซูก็ยังมีความเชื่อคล้ายๆ แบบนี้ เมื่อเขาเห็นคนพิการ พวกเขาก็คิดอย่างอัตโนมัติว่าคนพิการนี้มีเคราะห์กรรม กรรมนี้อาจมาจากเจ้าตัวเองหรืออาจตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเขา แล้วหนูล่ะ! คิดเช่นเดียวกับคนเหล่านี้ไหม? ขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูไม่ได้คิดเช่นนี้ และไม่ต้องการให้หนูคิดแบบนี้เช่นกัน เมื่อพระเยซูลงมาในโลกนี้เพื่อช่วยมนุษย์ พระองค์ได้ทำลาย “กฎแห่งกรรม” ของมนุษย์ทุกคน เพราะสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อหนู หนูเองก็สามารถเอาชนะกฎแห่งกรรมนี้ได้ หากหนูตัดสินใจให้พระเยซูเข้ามาในชีวิต และเป็นผู้นำชีวิตของหนู

เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (ยอห์น 9:1-41)

 รูปภาพที่ 1 วันหนึ่งพระเยซูและสาวกของพระองค์เดินมาเจอชายตาบอดตั้งแต่กำเนิดคนหนึ่งระหว่างทางของพวกเขา สาวกมองดูชายตาบอดนั้นแล้วเอ่ยถามพระเยซูขึ้นว่า “พระอาจารย์ ท่านว่าใครทำบาป ชายคนนี้หรือพ่อแม่ของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอดแบบนี้?”

พระเยซูหันไปตอบพวกสาวกว่า “ไม่ใช่คนนี้หรือพ่อแม่ของเขาหรอกที่ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอดเพื่อทุกคนจะได้เห็นสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้าจะทำให้กับเขา”

รูปภาพที่ 2 เมื่อพระองค์พูดเสร็จ ก็ถ่มน้ำลายลงบนพื้นดิน แล้วนำน้ำลายที่ผสมกับดินเคล้ากันเป็นโคลนมาทาบนตาของชายตาบอดทั้งสองข้าง แล้วพระเยซูพูดกับชายตาบอดว่า “จงไปล้างโคลนออกที่สระสิโลอัมเถิด”

ชายคนนั้นก็ไปล้างโคลนออกจากตาของเขาตามที่พระเยซูสั่ง แล้วทันใดนั้นเมื่อเขาลืมตาขึ้น โอ้โห... เขาสามารถมองเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา ตาที่เคยบอดสนิทตั้ง แต่เกิด มาบัดนี้มองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อัศจรรย์.. อัศจรรย์จริงๆ เพื่อนบ้านและบรรดาคนที่เคยเห็นเขาตาบอดนั่งขอทานตั้งแต่ไหนแต่ไรต่างพูดกันว่า “คนนี้เคยเป็นคนที่เคยนั่งขอทานอยู่ข้างถนนไม่ใช่หรือ?” บางคนบอกว่า “ใช่ เขานั่นแหละ!” แต่อีกคนพูดว่า “ไม่ใช่เขาหรอกน่า อาจเป็นคนที่หน้าตาคล้ายเขาก็ได้” ชายที่เคยตาบอดจึงพูดว่า “ข้านี่แหละ เป็นคนตาบอดคนนั้น” คนเหล่านั้นจึงถามเขาว่า “แล้วตาของเจ้าหายบอดได้อย่างไรกัน?” เขาจึงเล่าว่า “ชายที่ชื่อ เยซู เอาโคลนเอามาทาที่ตาของข้า และบอกให้ข้าไปล้างโคลนออกที่สระสิโลอัม ข้าก็ทำตาม แล้วเมื่อข้าล้างโคลนออกจากตา ตาของข้าก็มองเห็น” พวกเขาจึงถามว่า “แล้วชายคนนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ?” เขาตอบว่า “ข้าไม่รู้หรอก”

รูปภาพที่ 3 คนเหล่านั้นจึงพาชายที่เคยตาบอดไปหาพวกฟาริสี เพราะวันที่พระเยซูช่วยชายตาบอดให้มองเห็นนั้นเป็นวันสะบาโต พวกฟาริสีถามว่า “ชายตาบอดคนนี้มองเห็นได้อย่างไร?” เขาจึงตอบพวกฟาริสีว่า “ชายคนนั้นเอาโคลนมาทาที่ตาของข้า เมื่อข้าล้างโคลนออกจากตา ข้าก็มองเห็น” พวกฟาริสีจึงพูดขึ้นว่า “คนที่ทำอย่างนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้าหรอก เพราะเขาไม่ได้รักษากฎของวันสะบาโต (กฎที่ให้ทุกคนหยุดพัก ห้ามทำการงานใดๆ ในวันสะบาโตซึ่งถือว่าเป็นวันบริสุทธิ์ของพระเจ้า) แต่คนอื่นๆ ก็พูดกันว่า “คนบาปจะทำการอัศจรรย์อย่างนี้ได้อย่างไรกัน?” พวกเขาก็เริ่มขัดแย้งกันแล้วหันไปถามชายตาบอดว่า “เจ้า คิดว่าอย่างไรเรื่องชายคนนั้นที่ทำให้ตาของเจ้าหายบอด” เขาจึงตอบว่า “เขาเป็นผู้เผยพระวจนะ”

พวกฟาริสียังไม่เชื่อคำพูดของชายที่เคยตาบอด พวกเขาจึงไปเรียกตัวพ่อแม่ของชายคนนั้นมาเพื่อซักถาม และก็นำชายที่เคยตาบอดเข้ามาซักถามเป็นครั้งที่สอง “เจ้าต้องตอบตามความเป็นจริงเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เรารู้ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป” เขาจึงตอบว่า “ข้าไม่รู้หรอก ว่าเขาเป็นคนบาปหรือเปล่า ข้ารู้แต่ว่าข้าเคยตาบอดและ ตอนนี้ข้ามองเห็นแล้ว” พวกฟาริสียังพยายามปฏิเสธว่าพระเยซูเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมา และไม่ยอมรับการอัศจรรย์ที่พระองค์ทำ ชายที่เคยตาบอดจึงกล่าวต่อหน้าพวกยิวว่า “ข้าบอกพวกท่านไปแล้ว แต่ท่านไม่ยอมฟัง แปลกจริงๆ ที่พวกท่านไม่รู้ว่าชายคนนั้นมาจากไหน แต่เขาทำให้ข้ามอง เห็นได้ พวกเราต่างก็รู้ว่าพระเจ้าไม่ฟังคนบาป พระองค์จะฟังคนที่ยำเกรงและทำตามพระองค์เท่านั้น ยังไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนเลยว่า มีใครที่ทำให้คนที่ตาบอดตั้งแต่กำเนิดมองเห็นได้ ถ้าชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาก็คงจะทำอะไรแบบนี้ไม่ได้แน่นอน” พวกยิวฟังแล้วก็โกรธมากและพูดด้วยใจยโสว่า “เจ้ามันบาปมาตั้งแต่เกิดแล้วยังจะมาสอนพวกเรางั้นหรือ?” แล้วพวกเขาก็ไล่ชายที่เคยตาบอดออกไป

รูปภาพที่ 4 เมื่อพระเยซูได้ยินว่าพวกเขาขับไล่ชายที่เคยตาบอดให้ออกไป พระองค์ก็ไปหาชายนั้นและถามว่า “เจ้าวางใจในบุตรมนุษย์**ไหม?” เขาจึงถามว่า “ใครคือบุตรมนุษย์หรือ? ข้าจะวางใจในเขาคนนั้น” พระเยซูจึงตอบชายนั้นว่า “เจ้าก็เห็นอยู่นี่ไง เขาคือคนที่กำลังพูดกับเจ้าอยู่นี่แหละ” ชายนั้นจึงร้องออกมาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าวางใจในพระองค์” แล้วก็ก้มลงกราบพระเยซู

พระเยซูพูดว่า “เราเข้ามาในโลกนี้เพื่อพิพากษาโลก เราได้มาเพื่อคนตาบอดจะได้มองเห็น และเพื่อคนที่คิดว่าตัวเองมองเห็นจะกลายเป็นคนตาบอด” เมื่อพวกฟาริสีที่ยื่นอยู่ใกล้ๆ ได้ยินอย่างนั้น จึงหันมาพูดกับพระเยซูว่า “ท่านว่าเราตาบอดหรือ?” พระเยซูจึงตอบพวกเขาเป็นนัยว่า พวกฟาริสีก็เหมือนคนที่ตามืดบอดด้วยบาปของความ เย่อหยิ่ง หลงตัวเองว่าดีกว่าคนอื่น และไม่สำนึกตนว่าพวกเขาก็เป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยเหมือนคนอื่นๆ

**บุตรมนุษย์ เป็นสรรพนามที่ถูกอ้างอิงจากคำพยากรณ์ในพระธรรมดาเนียล (พระคัมภีร์เดิม) ซึ่งกล่าวว่าวันหนึ่ง   บุตรมนุษย์ ผู้ที่มาจากพระเจ้า จะได้รับสิทธิอำนาจครอบครอง และราชอาณาจักรของผู้นั้นจะไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งชาวยิวในสมัยนั้นมีความคุ้นเคยกับสรรพนามนี้ และเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวยิวว่า บุตรมนุษย์ก็หมายถึง พระเมสสิยาห์ ผู้ที่พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้มาเป็นพระผู้ช่วยของพวกเขา

 

แผนการแห่งความรอด

รูปภาพที่ 5 โดยทั่วไป คนมักเข้าใจว่าคนที่เจอกับความยากลำบาก เจ็บป่วยหรือพิการ ต้องเป็นคนที่ไปทำเวร ทำกรรมมาก่อนถึงต้องประสบเหตุร้ายต่างๆ นานา แต่ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนเกิดมาในบาป มีกรรมเวรติดตัวมาตั้งแต่เกิด ในโรม 3:10 กล่าวว่า “ไม่มีสักคนเป็นคนชอบธรรม ไม่มีเลย” เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคน จึงต้องรับผลของความบาป ไม่ใช่แค่บางคนที่ต้องรับผลของบาป แต่ทุกคนรวมทั้งครูและหนูด้วย

สำหรับเด็กที่ยังไม่เป็นคริสเตียน แต่พระเจ้ารักเมตตามนุษย์ จึงมีแผนการที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาป และหลุดพ้นจากเวรกรรม ช่วยผู้ที่หมดหนทางที่จะช่วยเหลือตัวเอง

หากหนูต้องการหลุดพ้นจากความบาปและกรรมเวรนี้ หนูจำเป็นต้องเชื่อพึ่งในพระเยซู บุตรมนุษย์ที่ยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่มนุษย์ออกจากความบาป และสัญญาว่า พระองค์ได้ไปจัดเตรียมที่สำหรับผู้เชื่อทุกคนบนสวรรค์ และที่นั่นจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ความพิการ ความโศกเศร้า และความทุกข์ทรมานอีกต่อไปเลย

 

พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

ชายตาบอดที่ได้รับการรักษาให้หาย เขากราบนมัสการพระเยซูทันทีที่รู้ว่า พระเยซูเป็นคนที่พระเจ้าส่งมา เขาไม่กลัวและไม่รีรอที่จะเป็นพยานยืนยันว่า พระเยซูได้ทำอะไรให้กับเขา เขาไม่อายและไม่เก็บสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาไว้เพียงคนเดียว แต่เขากลับตื่นเต้นบอกเพื่อนบ้านของเขา และยืนยันกับพวกฟาริสีถึงสิ่งที่พระเยซูได้ทำเพื่อเขา

สำหรับเด็กที่เป็นคริสเตียน หนูเองก็สามารถเป็นพยานถึงเรื่องราวของพระเยซูได้ การเป็นพยานไม่ใช่เรื่องยากสำหรับครูและหนูเลย คำว่า “พยาน” หมายถึงผู้ที่รู้เห็น หรือประสบกับเหตุการณ์โดยตรง และสามารถบอกรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นได้ ดังนั้น การเป็นพยานของพระเยซู ก็คือ การที่หนูเล่าถึงเหตุการณ์ที่หนูมารู้จักพระเยซูได้อย่างไร และหนูทำอย่างไรถึงได้รับชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซู หนูสามารถเล่าถึงสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อหนู รักและอวยพรชีวิตของหนูอย่างไรบ้าง

รูปภาพประกอบ

ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ  เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา

คำถามอภิปราย

(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)

 

  1. เมื่อสาวกถามพระเยซูว่า เพราะความบาปของใครจึงทำให้ชายคนนี้เกิดมาตาบอด พระเยซูตอบพวกสาวกว่าอย่างไร?
  2. หนูคิดว่าในเรื่องนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนบาป ชายตาบอด พ่อแม่ของชายตาบอดหรือพวกฟาริสี? (สำหรับคุณครู—โรม 3:10-11 ทุกคนเป็นคนบาป ไม่มีคนชอบธรรมเลยสักคนเดียว ดังนั้น อย่าให้เผลอคิดเหมือนพวกฟาริสีว่า ตัวเองดีกว่าหรือชอบธรรมกว่าคนอื่น)
  3. พระเยซูทำอย่างไร ชายตาบอดถึงมองเห็นได้?
  4. หนูคิดว่า อะไรทำให้ชายตาบอดมองเห็นได้ โคลน น้ำในสระน้ำ การเชื่อฟังทำตาม หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า?
  5. เมื่อชายตาบอดมองเห็นแล้ว เขาทำอะไรหลังจากนั้น?
  6. ทำไมพระเยซูถึงเมตตาชายตาบอด แต่กลับไม่พอใจพวกฟาริสี?
  7. หนูได้เรียนรู้แล้วว่า พระเยซูสามารถรักษาชายตาบอดให้มองเห็นได้ หนูคิดว่าพระเยซูสามารถทำอะไรเพื่อหนูได้บ้าง?

กิจกรรม

ปริศนาอักษรไขว้ (ยอห์น บทที่ 9)

กิจกรรม

แว่นตาเตือนความจำ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • แบบแว่นตา สำหรับเด็กแต่ละคน
  • กรรไกร
  • กาว
  • ปากกา
  • สีสำหรับระบาย

วิธีทำ

  1. ถ่ายเอกสารหรือลอกลายแบบแว่นตาลงบนกระดาษแข็ง แจกให้เด็กคนละ 1 ชุด
  2. ให้เด็กเขียนข้อท่องจำ ยอห์น 9:39 พระเยซูตรัสว่า “เราเข้ามาในโลกเพื่อการพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด” ลงบนแว่นตา และระบายสีตกแต่งแว่นตาและขาแว่นตาให้มีสีสันสวยงาม
  3. ใช้กรรไกรตัดตัวแว่นตาและขาแว่นทั้งสองอย่างระมัดระวัง
  4. ทากาวที่ส่วนปลายของขาแว่นทั้งสอง เพื่อติดกับตัวแว่น
  5. ระหว่างที่เด็กกำลังตกแต่งแว่นตา ให้คุณครูเตรียมสิ่งของเหล่านี้โดยไม่ให้เด็กสังเกตเห็นก่อน (อาจเตรียมของเหล่านี้ไว้ด้านนอกห้อง) เพื่อจะให้เด็กได้ทดลองใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ เมื่อเขาไม่สามารถใช้สายตาในการมองได้ (การใช้มือสัมผัส ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้ลิ้นชิมรส) เช่น กระดาษทรายหยาบ ดอกกุหลาบ ลูกมะนาว ขนม น้ำ ฯลฯ
  6. เมื่อเด็กทำแว่นตาเสร็จเรียบร้อย ให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสออกมาสัมผัสสิ่งของที่คุณครูเตรียมไว้ทีละคน โดยเด็กจะสวมใส่แว่นตาที่เขาทำเสร็จ สามารถใช้มือ จมูก และลิ้นทดสอบลองดูว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร
  7. สรุป - ให้เด็กขอบคุณพระเจ้าสำหรับประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราที่พระเจ้าทรงสร้างอย่างอัศจรรย์ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับตาในการมองเห็น หูในการได้ยิน จมูกในการดมกลิ่น ลิ้นในการรับรส มือและผิวหนังของเราในการสัมผัสอวัยวะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สำคัญในการดำรงชีวิตของเด็กๆ ทุกคน

กิจกรรม

ทำที่บ้าน