T I P S สำหรับคุณครู
โคโลสี 3:12 “เพราะฉะนั้นในฐานะเป็นพวกที่พระเจ้าทรงเลือก พวกที่บริสุทธิ์ และพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน” ในฐานะที่คุณครูเป็นผู้ที่พระเจ้าได้เลือกสรรให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าและผู้รับใช้เด็กๆ ขอให้คุณครูสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มีพลังบวก โดยการแสดงใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจอ่อนโยน และใจอดทน สบตาเด็กเมื่อพูดคุยกับเขา เรียกเด็กด้วยชื่อของเขา แสดงความรักด้วยการสัมผัสที่พอเหมาะพอดี ชมเชยและแสดงความใส่ใจในตัวเขา เมื่อเด็กรู้สึกเป็นที่รัก เขามักจะทำตัวให้สมกับความรู้สึกของเขาเสมอ
เกม “พระเยซูช่วยด้วย”
วิธีเล่น
- ให้เด็กจับมือกันเป็นวงกลม โดยหันหน้าออกนอกวง
- ขออาสาสมัครเด็กออกมา 2 คน ให้คนหนึ่งเป็นพระเยซู และอีกคนหนึ่งจินตนาการว่าเป็นโรคร้าย
- เด็กที่เป็นโรคร้ายจะอยู่ด้านนอกวงกลม และต้องพยายามวิ่งเข้ามาแตะพระเยซูซึ่งยืนอยู่ในวงกลมให้ได้เพื่อจะหายโรค เด็กที่เป็นพระเยซูสามารถยื่นมือออกมาให้ยาวที่สุดได้แต่ต้องยืนอยู่กับที่เท่านั้น
- เด็กที่เหลือต้องยืนจับมือกันและพยายามกันไม่ให้คนที่เป็นโรคร้ายเข้ามาแตะตัวพระเยซูได้
- เมื่อเด็กที่เป็นโรคร้ายแตะตัวพระเยซูได้แล้ว ผลัดเปลี่ยนให้เด็กคนอื่นเล่นต่อไป
บทนำเรื่อง “สวรรค์มีจริง”
เรื่องแปลกแต่จริง ในปี 2003 เด็กชายคอลตัน เบอร์โปวัย 4 ขวบถูกส่งตัวไปห้องฉุกเฉินเพราะอาการปวดท้องและอาเจียน หมอพบว่าคอลตันไส้ติ่งแตก และอาการปวดรุนแรงมาจากเชื้อโรคที่อักเสบกระจายไปทั่วร่างกาย จึงต้องรีบทำการผ่าตัดด่วน และโอกาสรอดชีวิตก็มีเพียง 50/50
พ่อและแม่ของคอลตันเป็นผู้รับใช้พระเจ้า พวกเขาอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยชีวิตลูกของเขา พวกเขากลัวมากเพราะเขาเคยมีประสบการณ์ในการสูญเสียลูกมาครั้งหนึ่งแล้ว แม่ของคอลตันเคยแท้งลูกสาวซึ่งเป็นพี่สาวที่คอลตันไม่เคยได้พบ เวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่งในห้องผ่าตัด หลังจากที่คอลตันฟื้นขึ้นมา เขาเล่าให้พ่อแม่ของเขาฟังว่า เขาได้เห็นสวรรค์ พระเยซูเป็นคนพาเขาไปสวรรค์ ที่เขารู้ว่าเป็นพระเยซูเพราะชายคนนั้นมีรอยแผลเป็นที่มือทั้งสองข้างของเขา
ตอนแรกพ่อและแม่ของเขาไม่เชื่อสิ่งที่เด็ก 4 ขวบพูด และคิดว่าคอลตันจินตนาการและพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน คอลตันยังคงเล่าให้ฟังว่าเขาเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด มีหมอและพยาบาลรุมล้อมเขาอยู่ และยังเห็นพ่อแม่อยู่ในอีกห้องหนึ่ง เขาเริ่มพูดถึงทูตสวรรค์ร้องเพลง และบรรยายถึงสวรรค์ว่ามันสวยงามขนาดไหน จนกระทั่งคอลตัน บอกว่าบนสวรรค์ ทวดมาหาเขา (ปู่ของพ่อ) ทำให้พ่อของเขาแปลกใจมาก เพราะคอลตันไม่เคยรู้จักหรือได้พบทวดคนนี้ และที่น่าประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เมื่อคอลตันเล่าให้แม่เขาฟังว่า เขาได้พบพี่สาวของเขา (เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องแม่) ซึ่งในความเป็นจริง คอลตันวัย 4 ขวบยังไม่รู้เลยว่าแม่ของเขาเคยแท้งลูก สิ่งเหล่านี้ทำให้พ่อแม่ และญาติพี่น้องของคอลตันเชื่อว่า ตอนที่เขาเกือบเสียชีวิตเพราะไส้ติ่งแตก เด็กคนนี้ได้เห็นสวรรค์จริง หลังจากนั้นเขาได้เขียนหนังสือชื่อว่า สวรรค์มีจริง และเขายังทิ้งท้ายไว้ว่า “สวรรค์สวยงามมาก และผมคิดว่าพวกคุณจะชอบมันมากๆ”
เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (มัทธิว 9:18-26, มาระโก 5:21-43)
พระเยซูเดินทางไปทั่วแคว้นกาลิลี เพื่อประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า พระองค์สำแดงความรักเมตตาต่อผู้คนที่มาหาพระองค์โดยการรักษาคนเจ็บป่วยมากมาย ไม่ว่าพระองค์จะไปที่ไหนก็มีผู้คนทั้งผู้ใหญ่และเด็กมาห้อมล้อมติดตามพระองค์ไป
รูปภาพที่ 1 เมื่อพระเยซูนั่งเรือข้ามฟากมายังอีกฝั่งของทะเลสาบกาลิลี ขณะที่พระเยซูก้าวออกจากเรือและอยู่ที่ริมฝั่งทะเล มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งกำลังยืนเฝ้ารอพระ องค์อยู่ (ผู้จัดการดูแลธรรมศาลาที่คนยิวใช้ในการประชุมในวันสะบาโต) เขาชื่อว่าไยรัส เมื่อเขาเห็นพระเยซู เขาก็รีบเข้ามาคุกเข่าก้มกราบลงที่เท้าของพระองค์ แล้วอ้อนวอนพระเยซูว่า “ลูกสาวเล็กๆ ของข้าพระองค์กำลังป่วยหนัก ขอพระองค์เสด็จไปวางมือบนเธอด้วยเถิด เพื่อเธอจะหายโรคและมีชีวิตรอด” เมื่อพระเยซูฟังคำขอร้องของไยรัส แล้วจึงเดินตามไยรัสไป พวกสาวกของพระองค์ก็ตามไปด้วย
ขณะนั้นมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งทนทุกข์ทรมานมากเพราะตกเลือดมาสิบสองปีแล้ว เธอไปหาหมอหลายต่อหลายคน และเสียเงินเสียทองไปมากมายเพื่อจะรักษาโรคนั้น แต่อาการของเธอกลับทรุดลงและไม่ดีขึ้นเลย เมื่อหญิงคนนี้ได้ยินถึงเรื่องพระเยซู เธอจึงหาทางเดินเบียดฝูงชนเข้ามาอยู่ข้างหลังพระองค์ แล้วเอื้อมมือแตะที่ชายเสื้อของพระเยซู เพราะเธอคิดในใจว่า “ถ้าเพียงแต่ฉันได้แตะต้องเพียงเสื้อของพระองค์ฉันก็จะหายโรค”
รูปภาพที่ 2 ทันใดนั้นเอง เลือดของเธอก็หยุดไหล และเธอรู้ตัวทันทีว่าหายโรคแล้ว ในเวลาเดียวกันนั้นเองพระเยซูรู้สึกได้ว่ามีคนมาแตะชายเสื้อของพระองค์ พระองค์จึงหันไปมองดูรอบๆ เพื่อจะดูว่าใครเป็นคนนั้น หญิงผู้นั้นกลัวจนตัวสั่น พระเยซูหันมาหาเธอแล้วพูดว่า “ลูกเอ๋ย ที่หายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ จงไปเป็นสุขและหายโรคนี้เถิด” ขณะที่พระองค์พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีบางคนมาจากบ้านของไยรัสพูดกับพระเยซูและไยรัสว่า “ลูกสาวของท่านตายแล้ว ท่านไม่ต้องรบกวนอาจารย์อีก” แต่พระเยซูไม่สนใจคำพูดเหล่านั้นเลย พระองค์หันไปพูดกับไยรัสว่า “อย่าวิตกกังวลไปเลย จงเชื่อเท่านั้น”
รูปภาพที่ 3 เมื่อพระองค์เดินทางไปถึงบ้านของไยรัส ก็เห็นพวกเป่าปี่และคนจำนวนมากกำลังวุ่นวายส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญชุลมุนกันอยู่ พระองค์จึงเดินเข้าไปและพูดกับพวกเขาว่า “พวกท่านร้องไห้วุ่นวายไปทำไม? จงถอยออก ไปเถิด เด็กคนนี้ยังไม่ตายหรอก เธอเพียงแต่นอนหลับอยู่เท่านั้น” พวกคนที่ชุมนุมอยู่พากันหัวเราะเยาะพระองค์
รูปภาพที่ 4 หลังจากพระองค์ไล่คนเหล่านั้นให้ออกไปแล้ว จึงพาไยรัสและภรรยาของเขา พร้อมกับเปโตร ยอห์นและยากอบที่เดินทางมากับพระองค์นั้น เข้าไปในที่ที่เด็กนอนอยู่ พระองค์เอื้อมไปจับมือของเด็กหญิงนั้นแล้วจึงเอ่ยว่า “เด็กหญิงเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด” ในทันใดนั้นเด็กหญิงคนนั้นก็ลืมตาและลุกขึ้นเดิน ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ประหลาดใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วพระองค์จึงสั่งให้นำอาหารมาให้เด็กนั้นกิน เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแคว้นนั้น
แผนการแห่งความรอด
พระองค์ทำให้คนที่ตายแล้วเป็นขึ้นจากตาย เพื่อเป็นภาพที่จะแสดงถึงสิ่งที่จะตามมาในภายหลัง คือการที่พระเยซูเองจะถูกตรึงตายบนไม้กางเขน พวกเขาเอาพระองค์ไปฝังไว้ในอุโมงค์ และในวันที่สาม พระองค์มีชัยชนะเหนือความบาปและความตายโดยการเป็นขึ้นจากความตาย และพระองค์ยังเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่จนทุกวันนี้
ทั้งไยรัสที่ลูกสาวนอนป่วยหนักและหญิงที่ทนทุกข์ทรมานเพราะตกเลือด ทั้งสองต่างเข้ามาหาพระเยซูด้วยความเชื่อ และเพราะความเชื่อนี้เองที่ทำให้คนหนึ่งหายจากโรคเรื้อรัง และอีกคนหนึ่งลูกสาวของเขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย
สำหรับเด็กที่ไม่เป็นคริสเตียน หากหนูต้องการมีชัยชนะเหนือความบาปและมีชีวิตนิรันดร์ หนูต้องมีความเชื่อแบบไยรัส เชื่อว่าพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้า พระองค์มีฤทธิ์อำนาจเหนือบาป และเหนือความตาย พระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์แก่ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซู
พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

สำหรับเด็กที่เป็นคริสเตียน หากหนูเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ให้หนูขอบคุณพระเจ้าสำหรับชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ และให้หนูมีความเชื่อเหมือนไยรัสที่เขารีบมาหาพระเยซูในเวลาคับขัน ในเวลาที่ยากลำบากและดูเหมือนเกือบจะหมดหวัง แต่เขายังมุ่งมั่นที่จะเดินทางมารอพระเยซูและเข้ามาขอร้องให้พระเยซูช่วย หนูมีปัญหาอะไรในชีวิตที่เกินความเข้าใจของหนูไหม? มีความทุกข์ยากอะไรที่หนูรู้สึกว่าเกินกำลังที่จะแบกรับมันได้ไหม? วันนี้ หนูสามารถบอกพระเจ้าเป็นการส่วนตัวได้โดยการอธิษฐาน พระเจ้าทรงสนใจในทุกๆ ความต้องการของครูและหนู และพระเจ้าก็ปรารถนาให้ครูและหนูมีความเชื่อในพระองค์และพึ่งพาพระองค์
รูปภาพประกอบ
ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา
คำถามอภิปราย
(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)
- นายธรรมศาลาที่มารอพระเยซู ชื่อว่าอะไร?
- สิ่งแรกที่นายธรรมศาลาทำหลังจากที่เห็นพระเยซู คืออะไร?
- หญิงที่มาแตะชายเสื้อพระเยซู ป่วยเป็นโรคอะไรและเป็นมานานเท่าไรแล้ว?
- ถ้าหนูเป็นหญิงคนนั้น หนูจะกล้าเบียดเข้าไปแตะชายเสื้อพระเยซูไหม? ทำไม?
- ทำไมประชาชนที่บ้านของไยรัสจึงหัวเราะเยาะพระเยซู เมื่อพระองค์บอกว่าเด็กนั้นเพียงแค่นอนหลับไปเท่านั้น?
- เมื่อพระเยซูเข้ามาที่บ้านของไยรัส พระองค์จับมือเด็กหญิงคนนั้นแล้วพูดว่าอย่างไร?
- หนูได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนในวันนี้บ้าง?
กิจกรรม
ความเชื่อทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ (การทดลอง)
สิ่งที่ต้องเตรียม
- น้ำส้มสายชู
- เบกกิ้งโซดา
- ขวดน้ำพลาสติกใส 2 ขวด
- ช้อนตวง และถ้วยตวง
- ลูกโป่ง 2 ใบ
วิธีทำ
- เติมน้ำส้มสายชูในขวดพลาสติก ขวดละ 1 ถ้วยตวง
- ใส่ผงเบกกิ้งโซดาลงในลูกโป่งใบแรก 1 ช้อนชา ใบที่สอง 3 ช้อนชา อาจใช้กรวยพลาสติกหรือกรวยที่ทำเองจากกระดาษเพื่อเทผงเบกกิ้งโซดาลงในลูกโป่ง เขย่าให้ เบกกิ้งโซดาตกลงไปอยู่ก้นลูกโป่ง
- สวมปากลูกโป่งทั้งสองใบบนปากขวดน้ำ โดยให้ขอบลูกโป่งปิดปากขวดอย่างมิดชิด และหลีกเลี่ยงอย่าให้ผงโซดาตกลงไปในขวด
- ให้เด็กตั้งใจสังเกตว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อคุณครูค่อยๆ ยกก้นลูกโป่งทั้งสองใบขึ้น เพื่อให้ผงเบกกิ้งโซดาในลูกโป่งตกลงไปผสมกับน้ำส้มสายชูที่อยู่ในขวดน้ำ และดูว่าลูกโป่งของทั้งสองขวดแตกต่างกันอย่างไร
- ในระหว่างสังเกตการณ์ คุณครูสามารถอธิบายให้เด็กเห็นภาพเปรียบเทียบ หากเบกกิ้งโซดาเปรียบเหมือนความเชื่อของเด็กๆ ซึ่งขวดแรกมีเบกกิ้งโซดาเพียงแค่ 1 ช้อนชา และขวดที่สองมีถึง 3 ช้อนชา เราจะเห็นความต่างต่างในการขยายตัวของลูกโป่ง เมื่อมีคนจากบ้านของไยรัสมาบอกว่า ลูกสาวของไยรัสตายแล้ว พระเยซูพูดกับไยรัสว่า “อย่าวิตกเลย จงเชื่อเท่านั้น” ความเชื่อในพระเยซูคริสต์สามารถทำให้เกิดการอัศจรรย์มากมาย จากหญิงที่ป่วยเลือดตกมาสิบสองปี เธอหายได้โดยความเชื่อ ลูกสาวไยรัสที่ป่วยหนักจนตาย โดยความเชื่อของไยรัส พระเยซูได้ทำให้ลูกสาวของเขาฟื้นจากตาย วันนี้หนูอยากมีขนาดความเชื่อแบบลูกโป่งใบแรก หรือ ใบที่สอง? ความเชื่อเป็นของประทานจากพระเจ้า หนูสามารถขอพระองค์เพิ่มเติมความเชื่อให้กับหนูได้ในแต่วันละที่หนูติดตามพระองค์
