บทเรียน : พระเยซูช่วยชายถูกผีสิง

เมื่อกลับบ้านวันนี้หนูจะได้

  • รู้และแน่ใจว่าพระเยซูเป็นพระเจ้ามีอำนาจเหนือผีมารซาตานวิญญาณชั่ว
  • สัมผัสถึงความรักเมตตาของพระเยซูที่ช่วยชายถูกผีสิง และเข้าใจว่าพระองค์รักเมตตาหนูเช่นกัน
  • ตัดสินใจมอบชีวิตติดตามพระเยซู และเป็นพยานเพื่อพระองค์

T I P S สำหรับคุณครู

มัทธิว 9:13 “เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา ด้วยว่าเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาป” ความเมตตาของพระเยซูคริสต์คือการยกโทษ แทนการกล่าวโทษและทำให้รู้สึกละอาย การจัดวินัยในชั้นเรียนของคุณครูควรเริ่มต้นจากความรักเมตตาในตัวเด็กก่อนการตั้งกฎเกณฑ์ เพื่อเป้าหมายในการเสริมสร้างลักษณะนิสัยของเด็ก มากกว่าการควบคุมความประพฤติ และเมื่อการจัดการชั้นเรียนของคุณครูเต็มไปด้วยความเมตตา เด็กจะรู้สึกปลอดภัย และเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียนได้ดีขึ้น และรวดเร็วขึ้น

เกม “จับให้ได้ ไล่ให้ทัน”

วิธีเล่น

  1. ให้เด็กนั่งล้อมกันเป็นวงกลม
  2. ให้เด็กทุกคนหลับตาให้สนิท ครูจะเป็นคนเลือกเด็กหนึ่งคนให้เป็น “ผีบ้า” โดยการเอามือไปแตะที่บ่าของเด็กคนนั้น ส่วนเด็กที่เหลือจะเป็น “นักสืบ” ช่วยกันค้นหาว่าใครคือ ผีบ้า
  3. คุณครูให้สัญญาณเพื่อเด็กทุกคนจะเปิดตา เมื่อเด็กคนใดสบตากับผีบ้าแล้วผีบ้าขยิบตาให้ คนนั้นจะต้องตายโดยให้เด็กแสดงท่าทางตาย และเด็กคนนั้นจะไม่มีสิทธิ์สืบสวนหรือส่งเสียงใดๆ อีกต่อไป
  4. เด็กที่เหลือในวงต้องช่วยกันสืบค้นหาว่า ใครคือผีบ้าก่อนที่เด็กทุกคนจะถูกขยิบตาและตายกันหมด

บทนำเรื่อง “สารพัดผี”

ในประเทศไทยมีความเชื่อเรื่องผีกันมาช้านาน ผีในแต่ละท้องถิ่นและชาติพันธุ์ก็มีความหมายแตกต่างกันออกไป เชื่อว่ามีทั้งที่เป็นวิญญาณดีและไม่ดี และยังรวมไปถึงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วแต่ยังคงวนเวียนในโลกนี้ คนไทยเรามีผีหลาก หลายชนิด เช่น ผีกองกอย ผีกระสือ ผีเจ้าที่ ผีบรรพบุรุษ ผีทะเล ผีปอบ ผีเปรต และยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ความเชื่อเรื่องผีเหล่านี้ทำให้มนุษย์กลัว จนต้องยอมอยู่ใต้อาณัติของมัน ต้องปรนนิบัติเซ่นไหว้ด้วยหมู เห็ด เป็ด ไก่ และต้องเสียเงินทองมากมายเพื่อทำให้พวกมันพอใจ

หนูอาจกลัวผีเพราะได้ยินได้เห็นมาจากเรื่องเล่า ภาพยนตร์ หรือฟังผู้ใหญ่เขาพูดต่อๆ กันมา แต่วันนี้เราจะมาดูกันว่าพระคัมภีร์ซึ่งเป็นความจริงของพระเจ้าบอกอะไรกับเราเกี่ยวกับผี? ภูตผีเป็นวิญญาณที่มีอยู่จริง แล้วภูตผีหมายถึงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วไหม? คำตอบคือ “ไม่ใช่” พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าวิญญาณเหล่านั้นไม่ใช่วิญญาณของมนุษย์ที่ตายไปแล้ว และยังคงอยู่ในโลกเพื่อหลอกหลอนคนอื่น

ตั้งแต่เริ่มแรกพระเจ้าสร้างทูตสวรรค์ ซึ่งเป็นวิญญาณที่ดีและชอบธรรม เป็นผู้ที่สัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า แต่มีทูตสวรรค์กลุ่มหนึ่งที่กบฏต่อพระเจ้า และถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ (เทวดาตกสวรรค์) หัวหน้าของทูตสวรรค์กลุ่มนี้กลายมาเป็นซาตาน (หมายถึง ผู้ต่อต้าน, กบฏต่อพระเจ้า) และลูกสมุนที่ติดตามมันกลายเป็น “ผีมารวิญญาณชั่ว” หรือที่เรารู้จักกันว่า “ผี” จนถึงทุกวันนี้ พวกมันจะทำอะไรก็ตามเพื่อล่อลวงผู้คน มันพยายามทำให้คนหลงเชื่อว่ามันเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ ปลอมตัวเป็นวิญญาณของคนตาย หรือแสร้งเป็นผู้พยากรณ์ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนกลัวเท่านั้น แต่เพื่อให้คนเหล่านั้นมากราบไหว้บูชาพวกมันแทนที่จะเชื่อและนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้

มารซาตานวิญญาณชั่วอาจมีฤทธิ์อำนาจอยู่บ้าง เพราะมันเคยถูกสร้างให้เป็นทูตสวรรค์ผู้รับใช้พระเจ้า แต่ถึงอย่างไรฤทธิ์อำนาจที่มันมีก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้สร้างพวกมันขึ้นมาตั้งแต่แรก และจุดจบของพวกมันก็ได้ถูกพระเจ้ากำหนดไว้แล้ว พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าในวันสุดท้าย พวกมันจะถูกทิ้งลงไปในบึงไฟนรก

เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (มาระโก 5:1-20, ลูกา 8:26-39)

 รูปภาพที่ 1 ดูชายคนนี้สิ! เสื้อผ้าก็ไม่ใส่ ผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวสกปรก ดูน่ากลัวจังเลย! เขาถูกผีชั่วเข้าสิงแล้วชอบอาละ วาดไปทั่วหมู่บ้าน จนคนต้องช่วยกันจับเขาล่ามข้อมือและข้อเท้าเอาไว้บ่อยๆ แต่เขาก็มักจะกระชากมันขาดทุกครั้ง จนไม่มีใครในหมู่บ้านควบคุมเขาได้ เขามักจะเดินไปเดินมาตามอุโมงค์หรือสุสานฝังศพ และปีนขึ้นไปตามภูเขาทั้งวันทั้งคืน ร้องตะโกนโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง แล้วยังเอาหินกรีดตามเนื้อตัวของตัวเอง ชาวบ้านหลายคนต่างพากันกลัวและ ไม่กล้าเข้าใกล้ชายคนนี้ คงจะมีบางคนที่เห็นแล้วสงสารเขา แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเขาได้อย่างไร

รูปภาพที่ 2 วันหนึ่งเมื่อเขาเห็นพระเยซูออกจากเรือแต่ไกล ชายคนนี้ก็รีบวิ่งรี่จากสุสานฝังศพตรงไปหาพระองค์ พระเยซูพูดกับผีชั่วที่สิงชายคนนี้ว่า “ไอ้ผีชั่ว จงออกมาจากชายคนนี้ซะ” มันจึงก้มกราบลงถึงดิน พร้อมกับตะโกนสุดเสียงว่า “เยซู บุตรของพระเจ้าสูงสุดมายุ่งกับข้าทำไม ขอท่านสัญญาหน่อยว่าจะไม่มาทรมานข้า”

พระเยซูถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?” มันตอบว่า “ข้าชื่อกองพลเพราะว่าพวกเรามีกันเป็นกองพลในร่างนี้” แล้วมันจึงอ้อนวอนพระเยซูครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ให้พระองค์ไล่พวกมันออกไปจากแถบนี้

รูปภาพที่ 3 ในเวลานั้นมีหมูฝูงใหญ่ถูกปล่อยให้หาอาหารกินอยู่ตามไหล่เขาบริเวณนั้น ผีชั่วเลยขอร้องพระเยซูว่า “ท่านเจ้าข้า ช่วยส่งพวกเราเข้าไปในฝูงหมูนั้นเถอะ ขอให้เราไปสิงพวกมันแทน” พระเยซูก็อนุญาตให้พวกมันทำอย่างนั้น พวกผีชั่วจึงออกจากร่างชายคนนั้นไปเข้าสิงในฝูงหมูแทน หมูทั้งฝูงกว่า 2,000 ตัวก็วิ่งกรูกระโจนจากหน้าผาตกลงไปในทะเลสาบ จมน้ำตายกันหมดทั้งฝูง

ส่วนพวกคนเลี้ยงหมูเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ต่างวิ่งเข้าไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนในเมืองและตามชนบทฟัง ผู้คนทั้งหลายต่างก็ตามกันออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

รูปภาพที่ 4 พอพวกเขามาถึงต่างตกตะลึงที่เห็นชายคนที่ถูกผีชั่วสิงนั่งอยู่กับพระเยซู เขาสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านและมีสติสัมปชัญญะดี แต่แทนที่พวกชาวบ้านจะตื่นเต้นอัศจรรย์ใจ พวกเขากลับเกิดความกลัวพลังอำนาจของพระเยซูอย่างมาก คนที่เห็นเหตุการณ์ได้เล่าให้พวกเขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายถูกผีสิงและกับหมูฝูงใหญ่ ประชาชนทั้งหลายจึงวิงวอนขอร้องให้พระเยซูออกไปจากเมืองของพวกเขา

ขณะที่พระเยซูกำลังก้าวลงเรือ ชายที่เคยถูกผีสิงก็จะขอติดตามพระองค์ไปด้วย แต่พระองค์หันมาหยุดเขาไว้แล้วพูดกับเขาว่า “เจ้าจงกลับไปหาครอบครัวพวกพ้องของเจ้าเถิด แล้วบอกให้พวกเขาฟังว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทำอะไรให้เจ้าบ้าง และเล่าถึงพระเมตตาของพระเจ้าว่าพระองค์ดีกับเจ้าขนาดไหน” ชายคนนั้นจึงลาจากพระเยซูไป และเริ่มเล่าให้ใครต่อใครฟังไปทั่วเมืองถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูทำเพื่อเขา และคนเหล่านั้นที่ได้ฟังคำพยานของชายที่เคยถูกผีสิงก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก

แผนการแห่งความรอด

หนูกลัวผีไหม? ในเรื่องนี้แม้แต่พวกผียังรู้จักพระเยซู และรู้ว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า และมีอำนาจเหนือภูตผีทั้งหลาย

หลายคนมีความเชื่อมาช้านานว่า พวกเขาต้องเซ่นไหว้ถวายของให้กับผี เพื่อทำให้วิญญาณเหล่านั้นพอใจ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะพบกับเรื่องร้ายๆ ผู้คนบูชาเซ่นไหว้ผีเพราะความกลัว แต่วันนี้พระคัมภีร์แสดงให้เห็นแล้วว่า พระเยซูมีฤทธิ์อำนาจเหนือผีร้าย และวิญญาณ ในยอห์น 10:10 กล่าวว่า มารซาตานมาเพื่อลักขโมย ฆ่า และทำลายมนุษย์ แต่พระเยซูมาเพื่อมนุษย์จะได้รับชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ ผีมารซาตานมาเพื่อล่อลวง แต่พระเยซูลงมาในโลกนี้เพราะความรักเมตตาต่อมนุษย์ จึงยอมสละชีวิตของพระองค์เองตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่ความผิดบาปของมนุษย์เช่นครูและหนู

สำหรับเด็กที่ยังไม่เป็นคริสเตียน ถ้าหนูต้องการที่จะรับความรักเมตตาของพระเจ้า หนูต้องเชื่อและวางใจในพระเยซู แล้วหนูจะได้รับชีวิตที่พระองค์สัญญาให้ พระองค์ต้องการให้หนูมาบูชานมัสการพระองค์ไม่ใช่ด้วยความกลัวที่จะถูกลงโทษ แต่เพราะพระเจ้ารักเมตตาหนู และต้องการที่จะให้หนูเข้ามาหาพระองค์ และเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์

พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

พระเยซูให้คุณค่าชายที่ถูกผีสิง คนที่ผู้คนหมางเมินคิดว่าหมดหนทางเยียวยา และไม่มีใครอยากอยู่ใกล้มากกว่าหมูทั้งฝูงกว่า 2,000 ตัว ซึ่งถ้าลองตีราคาค่างวดคงมีมูลค่าเป็นสิบล้านบาททีเดียว แต่พระเยซูรักเมตตาและต้องการช่วยเหลือชายคนนี้โดยไม่คำนึงว่าจะต้องแลกด้วยฝูงหมูมูลค่ามหาศาล เมื่อชายคนนี้ได้รับการช่วยเหลือให้หายดีเป็นปกติ เขาต้องการติดตามพระเยซูและเชื่อฟังสิ่งที่พระองค์บอกกับเขาคือ กลับไปหาครอบครัวและคนที่เขารู้จัก แล้วเป็นพยานถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ทำและเล่าถึงพระเมตตาของพระเจ้าว่าพระองค์ดีกับเขาอย่างไร

สำหรับเด็กที่เป็นคริสเตียน เช่นเดียวกับที่พระองค์รักครูและหนู และต้องการช่วยเราให้รอดพ้นจากความผิดบาป โดยไม่คำนึงว่าพระองค์จะต้องแลกด้วยชีวิตของพระองค์เอง หนูเองก็สามารถเชื่อฟังทำตามคำสั่งของพระเยซูโดยการบอกคนที่หนูรู้จัก (ให้เด็กลองนึกถึงว่ามีใครบ้าง) ถึงสิ่งที่พระเยซูได้ทำเพื่อหนู และพระเจ้าดีกับหนูอย่างไรบ้าง

รูปภาพประกอบ

ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ  เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา

คำถามอภิปราย

(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)

  1. เมื่อพวกผีที่สิงในตัวของชายคนนั้นเห็นพระเยซู พวกมันทำอะไรและพูดว่าอะไร?
  2. พระเยซูให้พวกผีที่สิงในชายคนนั้นออกไปอยู่ที่ไหน?
  3. เกิดอะไรขึ้นกับหมูทั้งฝูงนั้น?
  4. เมื่อประชาชนได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมาพบพระเยซู พวกเขากราบนมัสการพระองค์ หรือว่าพวกเขาทำอะไร? ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
  5. ชายที่เคยถูกผีสิงต้องการติดตามพระเยซูไป แต่พระเยซูสั่งให้เขาทำอะไร?
  6. ถ้าพระเยซูสั่งให้หนูไปบอกครอบครัวและเพื่อนของหนูว่า พระเจ้าได้ทำอะไรให้หนูและพระเจ้าดีกับหนูอย่างไร หนูจะบอกคนเหล่านั้นว่าอย่างไรบ้าง?
  7. หนูได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนในวันนี้?

กิจกรรม

ส่งต่อความเมตตา

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • โถใส่ลูกแก้ว
  • ลูกแก้ว (อาจใช้ลูกอมหรือก้อนหินแทนก็ได้) จำนวน 4 เท่าของจำนวนเด็ก (ตัวอย่างเช่น เด็ก 10 คน เตรียมลูกแก้ว 40 ลูก)

วิธีนำกิจกรรม

  1. ให้เด็กนั่งล้อมเป็นวงกลม คุณครูอยู่ตรงกลางวงและเป็นผู้ถือโถลูกแก้วไว้
  2. แจกลูกแก้วให้เด็กแต่ละคน คนละ 1 ลูก ลูกแก้วเป็นสัญลักษณ์ถึงความเมตตาที่เด็กแต่ละคนได้รับจากพระเจ้าในชีวิตของเขา
  3. เด็กสามารถขอลูกแก้วเพิ่มจากคุณครูได้โดยให้ยื่นมือออกมาเพื่อขอลูกแก้วเพิ่ม อย่างไรก็ตาม มีกติกาอยู่ว่า หากเด็กคนใดมีลูกแก้วอยู่ในมือเกิน 1 ลูก เขาจะต้องเริ่มส่งลูกแก้วไปให้เพื่อนที่อยู่ด้านขวามือ
  4. คุณครูเริ่มเดินแจกลูกแก้วให้แก่เด็กที่ยื่นมือออกมาขอลูกแก้วแบบช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน สังเกตได้เกือบทันทีว่าลูกแก้วเริ่มถูกส่งต่อไปเกือบไม่หยุด และในไม่ช้า เด็กๆ จะวุ่นอยู่กับการส่งต่อลูกแก้วที่มีอยู่ในมือของพวกเขาจนไม่มีเด็กยื่นมือของพวกเขาออกมาเพื่อขอลูกแก้ว ให้คุณครูรอสักครู่และให้เด็กหยุดส่งลูกแก้ว
  5. บอกเด็กๆ ว่า “พระเมตตาของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง อย่าให้เด็กลืมที่จะยื่นมือออกมาเพื่อขอลูกแก้วจากคุณครูนะ” แล้วสั่งให้เริ่มการขอลูกแก้วจากคุณครูและส่งต่อลูกแก้วให้เพื่อนด้านขวามืออีกครั้งหนึ่ง
  6. เมื่อคุณครูสังเกตว่าลูกแก้วไปกองรวมกันอยู่กับเด็กบางคน ให้คุณครูสั่งให้เด็กหยุดส่งลูกแก้ว และถามเด็กว่า “คนไหนมีลูกแก้ว 4 ลูกขึ้นไปให้ยกมือขึ้น?” อธิบายให้เด็กฟังว่า “เมื่อหนูได้พระเมตตาจากพระเจ้ามาก หนูก็จำเป็นต้องส่งต่อความรักเมตตานั้นไปให้ผู้อื่นมากขึ้น” เปิดโอกาสให้เด็กอภิปรายว่ามีอะไรบ้างในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ที่เขาสามารถแสดงความรักเมตตาต่อคนอื่น
  7. เริ่มการส่งลูกแก้วอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้เร็วขึ้นเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน และให้คุณครูเริ่มแจกลูกแก้วที่เหลือในโถให้กับเด็กๆ เมื่อลูกแก้วในโถหมด ให้เด็กหยุดส่งลูกแก้ว
  8. คำถามหลังการทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กช่วยกันอภิปราย
    • หนูได้สังเกตไหมว่า ลูกแก้วผ่านมือของหนูไปรวดเร็วแค่ไหน?
    • และเมื่อมันผ่านไปแล้ว หนูมีลูกแก้วลดจำนวนลงไหม? ทำไมหนูคิดว่า ลูกแก้วถึงไม่ลดจำนวนลงในมือของหนู?
    • หนูคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามนุษย์ทุกคนไม่หยุดที่จะส่งผ่านความรักเมตตาให้แก่ผู้อื่น?

กิจกรรม

หัวใจสามมิติ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • กระดาษโปสการ์ด ขนาด 4x6 นิ้ว
  • กระดาษสีที่ตัดเป็นเส้น ขนาดกว้าง 0.5 ซม. ยาว 30 ซม. (อาจหาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียน เป็นกระดาษเส้นสำหรับพับดาวดวงเล็กๆ หากหาซื้อไม่ได้ สามารถใช้กระดาษสีโปสเตอร์ตัดเป็นเส้นเองได้)
  • ไม้เสียบลูกชิ้นที่หักปลายแหลมทิ้งแล้ว
  • กรรไกร
  • กาว
  • ปากกา

วิธีทำ

  1. แจกกระดาษโปสการ์ดให้เด็กแต่ละคนจำนวน 1 แผ่น และกระดาษสีที่เป็นเส้นคนละ 13 เส้น และไม้เสียบลูกชิ้นคนละ 1 ไม้
  2. ให้เด็กวาดรูปหัวใจบนกระดาษฝั่งซ้าย ฝั่งขวามือของกระดาษจะเว้นว่างไว้เพื่อใช้เขียนข้อท่องจำในตอนสุดท้าย
  3. หลังจากนั้น ให้บีบกาวให้เป็นเส้นตามรูปหัวใจที่วาดไว้ ใช้ด้านสันของกระดาษสีนำมาแปะตามรอยกาวที่ทาไว้ เพื่อจะได้ขอบเป็นรูปหัวใจ ขั้นตอนนี้คุณครูอาจช่วยแนะนำเด็กๆ ให้มีความอดทนค่อยๆ จับขอบกระดาษให้เป็นรูปหัวใจระหว่างรอให้กาวแห้ง และยึดขอบกระดาษให้เป็นรูปทรงตามที่ต้องการ
  4. ให้เด็กใช้ไม้เสียบลูกชิ้นเป็นอุปกรณ์ช่วยพันกระดาษสีเส้นแต่ละเส้น ให้เป็นวงกลมตามรูป พันกระดาษให้เป็นวงทั้งหมด 12 วง
  5. ใช้กาวแปะวงกระดาษแต่ละวงลงในหัวใจที่เตรียมไว้ให้เต็มพื้นที่ ก็จะได้หัวใจที่มีลักษณะ 3 มิติ หรือหัวใจ 3D
  6. เขียนข้อท่องจำในวันนี้ สดุดี 147:3 “พระองค์ทรงรักษาคนที่ใจแตกสลาย และทรงพันแผลให้เขา”

 

กิจกรรม

ทำที่บ้าน