เมื่อกลับบ้านวันนี้หนูจะได้
- เข้าใจว่าพระเจ้ารักมนุษย์ทุกคน และพระองค์ไม่ต้องการให้คนเล็กน้อยสักหนึ่งคนต้องพินาศไปโดยไม่รู้จักกับพระเจ้า
- ประทับใจที่พระเยซูแสดงความรักและใช้เวลากับหญิงสะมาเรียที่ไม่มีใครอยากคบหา ความรักของพระองค์ไม่มีเงื่อนไข
- ตอบรับความรักของพระเจ้า โดยการต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต และเลียนแบบพระองค์โดยการแสดงความรักต่อผู้อื่น
ข้อท่องจำ
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ที่เราเชื่อนั้น ไม่ใช่เพราะคำพูดของเจ้า แต่เพราะเราได้ยินเอง และเรารู้ว่าท่านผู้นี้เป็นพระผู้ช่วยโลกให้รอดที่แท้จริง” ยอห์น 4:42
T I P S สำหรับคุณครู
โรม 12:6-7 “เราทุกคนมีของประทานต่างกัน ตามพระคุณที่ประทานแก่เรา คือถ้าของประทานเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นผู้สั่งสอนก็จงสั่งสอน” ของประทานและพรสวรรค์ที่พระเจ้าใส่ไว้ในชีวิตของคุณครู มันจะไม่สูญเปล่าถ้ามีโอกาสได้ใช้มัน มันจะยิ่งเพิ่มพูน คุณครูที่รัก หากคุณครูมีของประทานในการสอน ก็จงเตรียมสอนและอบรมสั่งสอนเด็กๆ อย่างเต็มที่ หากคุณครูมีของประทานในการปรนนิบัติ ก็จงปรนนิบัติเด็กๆ ให้เขารู้ว่าเขาเป็นคนสำคัญและมีค่า หากคุณครูมีของประทานในความเชื่อ ก็จงอธิษฐานเผื่อเด็กๆ ให้พวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของคุณครู หากคุณครูมีของประทานในการแสดงความเมตตา ก็จงแสดงความรักเมตตาต่อเด็กๆ ให้พวกเขาได้รู้จักรักที่แท้จริงของพระเยซูผ่านของประทานของคุณครู
เกม “อกอีแป้นจะแตก”
วิธีเล่น
- ให้เด็กทุกคนยืนล้อมกันเป็นวงกลม ก้มหน้าไม่มองหน้าใคร
- เมื่อคุณครูให้สัญญาณ ให้เด็กทุกคนเงยหน้า จะหันหน้าไปสบตาใครก็ได้
- หากคนนั้นมองมาทางเรา และสบตาเราอยู่ก่อนแล้ว
- ให้เด็กที่หันหน้าสบตาทีหลังทำท่าตกใจและร้องว่า “อกอีแป้นจะแตก” แล้วล้มลงทำท่าตาย ข้อแนะนำ - เมื่อเด็กที่สบตากับอีกคนหนึ่ง ผู้เล่นควรแสดงอาการตกใจให้เหมือนจริงเพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการเล่นเกม
- เด็กที่เหลือให้เล่นต่อไป จนเหลือสองคนสุดท้ายถือเป็นผู้ชนะ
บทนำเรื่อง “คนนอกคอก”
สำนวนไทย “คนนอกคอก” เป็นสำนวนที่คนไทยใช้เรียกคนที่ประพฤติไม่ตรงตามแบบแผนธรรมเนียมประเพณีของบรรพบุรุษ คำว่า “คอก” ในที่นี้ หมายถึง “ที่ล้อมสัตว์ เช่น ม้า วัว ควาย” ดังนั้น คนนอกคอก ก็เปรียบเปรยให้เห็นภาพของสัตว์เลี้ยงที่ไม่ชอบอยู่ในขอบเขตที่คนเลี้ยงล้อมไว้ให้อยู่ คนนอกคอกเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เหมือนสำนวนฝรั่งคำว่า “แกะดำ” คือคนที่ทำอะไรผิดเพื่อน ผิดฝูงในกลุ่มนั้นๆ ในทางที่ไม่ดี อาจใช้กับคนที่มีความแตกต่างจากเพื่อนๆ ในกลุ่ม พวกพ้อง หรือคนในครอบครัว โดยเขาอาจจะทำอะไรที่ต่างออกไป ไม่เหมือนปกติที่ทุกคนถือปฏิบัติกัน และส่วนมากมักจะส่อไปเป็นพฤติกรรมในเรื่องไม่ค่อยดี ตัวอย่าง เช่น ครอบครัวนี้มีลูก 4 คน สามคนแรกเรียนจบมหาวิทยาลัยมีงานมีการทำอย่างดี แต่ลูกคนสุดท้องเป็นแกะดำ เกเร โดดเรียน ไม่ยอมทำงานทำการ คอยแต่จะขอเงินจากพ่อแม่ใช้ เป็นปัญหาของครอบครัวนี้
เมื่อเราพูดถึงคนนอกคอก แกะดำ เราก็มักจะนึกภาพคนที่ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครอยากคบหาหรืออยู่ใกล้ ไม่เป็นที่รักของผองเพื่อนหรือครอบครัว แต่หนูรู้ไหมว่า ความรักของพระเจ้าต่อคนเหล่านี้ไม่ได้ต่างไปจากความรักที่พระเจ้าให้กับหนูและครูเลย พระเยซูเสด็จมาในโลกนี้ ไม่ได้มาตามหาคนชอบธรรมหรือคนที่คิดว่าตัวเองดีเลิศ แต่พระองค์มาเพื่อตามหาคนที่รู้ว่าตัวเองบกพร่องและต้องการความช่วยเหลือ
เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (ยอห์น 4:1-42)
รูปภาพที่ 1 เมื่อพระเยซูจะออกเดินทางจากแคว้นยูเดียทางตอนใต้ของอิสราเอลกลับขึ้นไปแคว้นกาลิลีซึ่งเป็นตอนเหนืออีกครั้งหนึ่ง พระองค์ใช้เส้นทางที่ต้องเดินผ่านแคว้นสะมาเรีย
ในแคว้นสะมาเรีย พระองค์เดินทางมาถึงเมืองสิคาร์ มีบ่อน้ำของยาโคบตั้งอยู่ที่นั่น เพราะที่นั่นเคยเป็นที่ดินที่ยาโคบเป็นเจ้าของ พวกสาวกของพระองค์ออกไปหาซื้ออาหารในเมือง และปล่อยพระเยซูนั่งพักเหนื่อยอยู่ข้างๆ บ่อน้ำนั้นคนเดียวเพราะเดินทางมาไกล ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงวัน มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินเท้ามาตักน้ำที่บ่อน้ำ เที่ยงวัน?? มีใครกันไปตักน้ำตอนเที่ยงวัน ชาวบ้าน พวกผู้หญิง หรือเด็กๆ ต่างพากันมาตักน้ำเพื่อเอาไปใช้ในบ้านของตนตอนเช้าตรู่ หรือตอนเย็น เพราะไม่ต้องเดินตากแดด อากาศก็ไม่ร้อนเกินไป เที่ยงวัน..ทำไมหญิงสะมาเรียคนนี้ถึงมาตักน้ำในเวลาที่ไม่มีใครมาตักน้ำกันนะ
รูปภาพที่ 2 เมื่อเห็นหญิงนั้นพระเยซูพูดกับนางว่า “ขอน้ำฉันดื่มหน่อยเถอะ” หญิงชาวสะมาเรียหันตอบกลับไปว่า “ท่านมาขอน้ำฉันดื่มได้อย่างไรกัน ท่านเป็นชาวยิว แต่ดิฉันเป็นชาวสะมาเรีย” ในสมัยของพระเยซู ชาวยิวจะดูถูกดูหมิ่นชาวสะมาเรียถึงแม้จะเป็นพี่น้องร่วมชาติกัน ชาวยิวถือว่าชาวสะมาเรียไม่ใช่ยิวแท้ เพราะครั้งหนึ่งเมื่อถูกชาวต่างชาติรุกรานเข้ามาครอบครองแผ่นดิน ก็มีการแต่งงานกับชาวต่างชาติและนับถือรูปเคารพต่างๆ ตามคนต่างชาติ ทำให้ชาวยิวถือว่า ชาวสะมาเรียเป็นพวกมีมลทิน และไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย
พระเยซูรู้เรื่องนี้ดี และไม่ได้เดินอ้อมแผ่นดินของชาวสะมาเรียไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่คบหาชาวสะมาเรียเหมือนชาวยิวทั่วไป แต่พระองค์ใช้เส้นทางเดินผ่าน และหยุดพักในเมืองของชาวสะมาเรีย พระองค์พูดตอบหญิงนั้นไปว่า “นี่ถ้าเธอรู้ว่าพระเจ้าอยากให้อะไรกับเธอ และรู้ว่าเราผู้ที่ขอน้ำเธอดื่มอยู่นี้เป็นใคร เธอก็คงจะขอจากเราและเราจะให้น้ำที่ให้ชีวิตกับเธอ”
หญิงนั้นจึงพูดว่า “ท่านเจ้าคะ แล้วท่านจะไปเอาน้ำที่ให้ชีวิตนั้นมาจากไหน ในเมื่อท่านไม่มีถังตักน้ำ แถมบ่อนี้ก็ลึกมาก ท่านคงไม่ยิ่งใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของอิสรา เอลที่ให้บ่อน้ำนี้มาหรอกใช่มั๊ย” พระองค์ตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำจากบ่อนี้ก็จะหิวกระหายอีก แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราให้จะไม่หิวกระหายน้ำอีกเลย เพราะน้ำที่เราให้เขาดื่มจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาและพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” หญิงนั้นร้องขอ “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ฉันดื่มบ้างสิ ดิฉันจะได้ไม่หิวน้ำอีกและไม่ต้องกลับมาตักน้ำอีก” พระองค์จึงพูดต่อไปว่า“ไปเรียกสามีของเธอมาที่นี่หน่อย” เธอตอบว่า “ดิฉันไม่มีสามี” พระองค์บอกว่า “เออ ก็จริงของเธอที่บอกว่าไม่มีสามี เพราะเธอมีสามีมาห้าคนแล้ว และคนที่อยู่ด้วยกันกับเธอตอนนี้ก็ไม่ใช่สามีขอเธอ มันก็จริงอย่างที่เธอพูด” อ้า..นี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องมาตักน้ำที่บ่อน้ำเวลาเที่ยงวันแบบนี้ เธอคงเป็นแกะดำและต้องการหลบหน้าผู้คนในหมู่บ้านของเธอ เพราะทุกคนอาจจะคิดว่าเธอเป็นหญิงส่ำส่อน เธอเป็นผู้หญิงที่อาจไม่มีใครคบค้าสมาคม แต่พระเยซูกำลังนั่งสนทนาพูดคุยกับเธอ และแสดงให้เธอเห็นว่าพระองค์รู้จักชีวิตของเธอทั้งๆ ที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก เธอจึงร้องว่า “โอ้.. ดิฉันเชื่อแล้วว่าท่านต้องเป็นผู้เผยพระวจนะคนนั้นของพระเจ้า (ในฉธบ. 18:15-22 คือผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าสัญญาให้กับชาวอิสราเอลตั้งแต่ในสมัยของโมเสส และในคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม)” พระเยซูพูดต่อไปว่า “บัดนี้ทางแห่งความรอดเพื่อคนทั้งหลายมาถึงแล้ว มันไม่สำคัญว่าชาวยิวจะนมัสการกราบไหว้พระเจ้าที่ภูเขาลูกโน้น ชาวสะมาเรียจะนมัสการพระเจ้าที่ภูเขาลูกนี้ พระเจ้าพระบิดาเป็นพระวิญญาณ คนที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง คือคนที่นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและด้วยความจริง”
หญิงคนนั้นจึงกล่าวว่า “ดิฉันรู้ว่าพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์หรือแปลได้ว่าคนที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้ให้เป็นพระผู้ ช่วยให้รอดของคนอิสราเอล)กำลังจะมา เมื่อพระองค์มา แล้ว พระองค์นี่แหละจะอธิบายทุกอย่างให้กระจ่างแจ้ง” พระเยซูจึงตอบเธอกลับไปว่า “เราเองที่กำลังคุยกับเธออยู่นี่ไง คือพระเมสสิยาห์ผู้นั้น”
ขณะนั้นเองพวกสาวกของพระเยซูกำลังเดินกลับมาพอดี และก็แปลกใจที่เห็นพระเยซูกำลังสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครกล้าถามอะไรพระองค์
รูปภาพที่ 3 ส่วนหญิงนั้นเมื่อได้ยินว่า พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ เธอก็ทิ้งหม้อน้ำไว้ที่บ่อน้ำนั้น แล้วรีบเข้าไปบอกผู้คนในเมืองว่า “เร็วเข้า! มาดูชายผู้นี้ที่บอกอดีตของฉันได้ เขาน่าจะเป็นพระเมสสิยาห์ก็ได้” ประชาชนต่างก็พากันออกจากเมืองไปหาพระเยซู จากคำพูดของหญิงสะมาเรียคนนั้นที่บอกว่า “ชายคนนี้บอกอดีตของฉันได้” ทำให้ชาวสะมารเรียจำนวนมากในเมืองนั้นมาไว้วางใจในพระเยซู
รูปภาพที่ 4 เมื่อพวกเขามาหาพระองค์ พวกเขาขอร้องให้พระเยซูพักอยู่กับเขา พระองค์จึงพักอยู่ที่นั่นสองวัน คำ พูดสั่งสอนของพระองค์ทำให้คนจำนวนมากมาเชื่อไว้วาง ใจพระองค์
ชาวเมืองสะมาเรียบอกกับหญิงนั้นว่า “ตอนนี้พวกเราได้วางใจพระเยซู ไม่ใช่เพราะได้ยินจากเธอเท่านั้น แต่เพราะได้ยินกับหูของเราเอง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าท่านนี้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้อย่างแน่นอน”
แผนการแห่งความรอด
ความรักของพระเจ้าที่มีต่อหญิงชาวสะมาเรีย และต่อประชาชนชาวสะมาเรียนั้นอัศจรรย์ยิ่งนัก ในขณะที่ชาวยิวดูถูกดูหมิ่นชาวสะมาเรีย และในขณะที่ชาวสะมาเรียเองก็ไม่คบค้าสมาคมกับหญิงที่บ่อน้ำนั้น การแบ่งแยก ความเกลียดชังมีอยู่ทั่วแผ่นดินแม้แต่ในหมู่ของผู้นำและคนเคร่งศาสนา แต่พระเยซูเริ่มทำงานของพระองค์บนโลกโดยการเดินทางผ่านแผ่นดินสะมาเรียที่ไม่มีใครอยากเดินทางเข้าไป พูดคุยกับหญิงชาวสะมาเรียที่มาตักน้ำในบ่อน้ำ แต่ได้พบแหล่งน้ำแห่งชีวิตที่แท้จริง พระองค์ยังได้นำหนทางแห่งความรอดพาไปสู่ชีวิตนิรันดร์มาถึงประชาชนมากมายในแผ่นดินสะมาเรียในการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาได้พบกับพระเมสสิยาห์ และเชื่อวางใจในพระองค์ว่า พระเยซูเป็นผู้ที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้ พระองค์ผู้นี้คือผู้ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะมาช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากการเป็นทาส และพวกเขาสามารถนมัสการพระเจ้าผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์นี้เอง
สำหรับเด็กที่ยังไม่เคยต้อนรับพระเยซู - หากหนูรู้ว่าพระเจ้ารักหนูมากไม่ว่าหนูจะเป็นคนแบบไหน และหนูอยากได้รับชีวิตนิรันดร์เหมือนหญิงชาวสะมาเรีย วันนี้หนูต้องเชื่อและไว้วางใจในพระเยซู เชื่อว่าพระองค์เป็นบุตรพระเจ้าและลงมาในโลกนี้เพื่อช่วยหนูให้รอดพ้นจากความตาย และมีชีวิตนิรันดร์ที่จะได้อยู่กับพระเจ้าตลอดไป
พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

ชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้านั้นสามารถเป็นของทุกคนที่เชื่อและไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าเขาจะเป็นยิวหรือเป็นสะมาเรีย เป็นชายหรือหญิง เป็นคนมั่งมีหรือคนยากจน
สำหรับเด็กที่เชื่อแล้ว - หากหนูได้เชื่อวางใจในพระเยซูและรู้จักกับพระองค์แล้ว ให้หนูเป็นเหมือนหญิงชาวสะมาเรียที่ไม่เก็บข่าวดีไว้เพียงคนเดียว แต่เมื่อเธอได้รู้ว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เธอรีบวิ่งเข้าไปในเมืองและบอกผู้คนในเมืองถึงเรื่องพระเยซู หลังจากนั้นเธอเองก็ได้รับการอวยพรนอกเหนือจากชีวิตนิรันดร์ คือความสุขและความตื้นตันใจที่เห็นผู้คนมากมายมาพบและไว้วางใจพระเยซู หนูเองก็เช่นกัน พระเจ้าต้องการอวยพรหนู ให้หนูมีความสุขและดีใจ เมื่อหนูได้พาเพื่อนหรือคนอื่นมารู้จักกับพระเยซู และไว้วางใจในพระองค์
รูปภาพประกอบ
ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา
คำถามอภิปราย
(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)
- ทำไมหนูคิดว่าหญิงชาวสะมาเรียต้องมาตักน้ำที่บ่อน้ำในเวลากลางวันที่มีแดดร้อนแบบนั้น?
- ทำไมหญิงชาวสะมาเรียถึงตกใจและแปลกใจ เมื่อพระเยซูขอน้ำดื่มจากนาง?
- พระเยซูพูดว่า คนที่ดื่มน้ำที่พระองค์ให้จะไม่กระหายอีกเลย เพราะน้ำที่พระองค์ให้เขาดื่มจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาและพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์ หนูคิดว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร?
- พระเยซูพูดอะไรกับหญิงนั้น แล้วทำให้เธอเชื่อว่าพระเยซูเป็นคนที่พระเจ้าส่งมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด?
- หลังจากที่หญิงนั้นรู้จักว่าพระเยซูเป็นใครแล้ว นางทำอะไรหลังจากนั้น?
- เกิดอะไรขึ้นกับประชาชนชาวสะมาเรียที่ตามหญิงนั้นออกมาพบกับพระเยซู?
- หนูได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความรัก ความเมตตาที่พระเยซูมีต่อหญิงชาวสะมาเรีย?
กิจกรรม
“น้ำพุแห่งชีวิต” (การทดลองสร้างสรรค์)
สิ่งที่ต้องเตรียม
- เบกิ้งโซดา หรือ โซเดียมไบคาร์บอนเนต
- น้ำส้มสายชู
- ขวดแก้วใสปากแคบ
- สีผสมอาหารสีอะไรก็ได้
- ถาด
วิธีทำ
- เตรียมถาดขนาดกว้างเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพื่อการทดลอง อาจปูโต๊ะด้วยผ้าพลาสติกเพื่อกันเปื้อน
- ใส่เบกิ้งโซดาลงในขวดใสประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ เติมผงสีผสมอาหารนิดหน่อยเพื่อเพิ่มสีสรร
- ค่อยเติมน้ำส้มสายชูลงไปประมาณ 100 มล. หรือประมาณ 1/3 ถ้วยตวง
- เบกิ้งโซดาจะทำปฏิกริยากับน้ำส้มสายชูเกิดเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดูเหมือนน้ำสีเกิดฟองอากาศแล้วพลุ่งออกจากขวดเหมือนน้ำพุ
- ครูสามารถแสดงให้เด็กดูครั้งแรกและอาจให้เด็กๆ มีโอกาสทดลองด้วยตัวเอง (เบกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชูไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง แต่อาจจะต้องระวังสีผสมอาหารที่อาจเปื้อนผิวหนังหรือเสื้อผ้าแล้วจะทำให้ล้างออกยาก)
- หลังจากเด็กๆ ได้ประหลาดใจกับปฏิกริยาทางเคมีของสสาร 2 ชนิดนี้ การทดลองนี้สามารถทำให้เด็กจินตนาการเห็นภาพในวินาทีที่เด็กได้ตัดสินใจเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีในชีวิตของเขาก็คือ พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์เป็นเหมือนน้ำแห่งชีวิตที่ไหลพุ่งออกจากชีวิตของเด็ก และพระเจ้ายังสัญญาว่าในเวลาเดียวกันนี้เอง พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่ในชีวิตของเขา เป็นผู้ช่วยพวกเขาในการดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะ
