T I P S สำหรับคุณครู
ลูกา 10:27 “พวกท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดกำลังของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”
จงรักพระเจ้าผู้ที่อยู่เบื้องบน ในขณะเดียวกันจงรักมนุษย์คนที่อยู่รอบข้างเรา ความรักเช่นนี้ไม่สามารถหาได้ในมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ชัดเจนที่เราต้องพึ่งพาความรักของพระเยซูในตัวเรา การรักคนอื่นเหมือนรักตนเอง เป็นความรักแบบสุดโต่ง ความรักแบบสุดขั้ว อย่างสุดใจ ไร้เงื่อนไข แต่หากทำได้ ความรักเช่นนี้แหละที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของแต่ละคนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนโลกนี้ได้ ขอคุณครูใคร่ครวญดูว่า จะใช้ความรักแบบนี้ได้อย่างไรกับเด็กในชั้นเรียนของคุณครู
เกม “ตรงกันข้าม”
สิ่งที่ต้องเตรียม:
- กระดาษ
- ปากกาเมจิก
วิธีเล่น
- แบ่งเด็กออกเป็น 2 ทีม
- แต่ละทีมจะได้รับกระดาษและปากกาเมจิกสำหรับเขียนคำตอบ ให้เด็กแต่ละทีมตั้งคนที่จะเป็นคนเขียนคำตอบลงบนกระดาษ
- คุณครูจะพูดคำหนึ่งคำ และให้แต่ละทีมปรึกษากันเพื่อหาคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกับคำที่คุณครูพูด แล้วเขียนคำตอบลงบนกระดาษ
- ทีมที่เขียนคำตอบถูกต้องจะได้รับคะแนน ทีมไหนได้คะแนนมากที่สุดถือเป็นผู้ชนะ
บทนำเรื่อง “คนกรุงกับคนบ้านนอก”
บนเครื่องบินที่กำลังจะออกเดินทาง มีหญิงสาวชาวกรุงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง เครื่องประดับกระเป๋าถือแบรนด์เนมดัง เธอเดินสอดส่ายหาเก้าอี้ที่นั่งของตัวเอง แต่พอมาถึงแถวที่นั่งของเธอ มีชายบ้านนอกแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแสนเชย ผ้าลายดอกสีไม่เข้ากับกางเกงลายทางสีคล้ำ ผมเผ้าไม่ได้ทรง นั่งเก้าอี้ที่ติดกับที่นั่งของเธอ เมื่อเห็นชายที่เธอต้องนั่งโดยสารไปด้วย เธอจึงหันไปหาพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แล้วเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกดูแคลนว่า “ขอโทษนะคะ ไม่รู้ใครเป็นคนจัดที่นั่ง จะมาให้คนอย่างฉันนั่งกับผู้ชายบ้านนอกอย่างนี้ไม่ได้ ขอช่วยหาเก้าอี้ที่นั่งให้ฉันใหม่ด้วยนะคะ” ทุกคนที่ได้ยินถึงกับงง รวมทั้งพนักงานต้อนรับนี้ด้วย แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เธอก็ไม่ยอมนั่งที่เก้าอี้นั้น พนักงานต้อนรับจึงรีบเดินไปด้านหน้าเครื่องบิน เพื่อปรึกษากับหัวหน้าของเธอ
สักครู่หนึ่ง พนักงานต้อนรับก็เดินกลับมาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม และแจ้งกับหญิงชาวกรุงว่า “ดิฉันได้เช็คที่นั่งในชั้นประหยัดทั้งหมดนี้แล้ว วันนี้เรามีผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง และดิฉันก็เช็คชั้นธุรกิจแล้ว ชั้นนั้นก็มีผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่งเหมือนกัน แต่เรามีที่นั่งในห้องผู้โดยสารชั้นหนึ่งเหลืออยู่ 1 ที่พอดี” หญิงชาวกรุงยิ้มกริ่มดีใจ พนักงานจึงพูดต่อว่า “หัวหน้าและกัปตันเครื่องบินเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้โดยสารในห้องโดยสารชั้นหนึ่งจะมีปัญหาแน่นอน ถ้าเขาจะต้องนั่งกับคนแบบคุณ” แล้วพนักงานก็หันไปขอให้ชายบ้านนอกเก็บสัมภาระส่วนตัว เพื่อจะย้ายไปนั่งในห้องผู้โดยสารชั้นหนึ่ง
เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ (ลูกา 18:9-17)
รูปภาพที่ 1 พระเยซูเล่าเรื่องหนึ่งให้ผู้คนฟังว่า..
มีชายสองคนขึ้นไปยังบริเวณพระวิหารเพื่ออธิษฐาน คนหนึ่งเป็นพวกฟาริสี ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี
“ฟาริสี” เป็นครูสอนศาสนา หรือผู้นำทางจิตวิญญาณของคนยิวในสมัยนั้น คนทั่วไปเคารพและเกรงใจฟาริสี พวกเขาท่องจำบทบัญญัติของโมเสสได้เป็นอย่างดี และถือบทบัญญัติอย่างเคร่งครัดทั้งที่อยู่ในพระคัมภีร์ และที่พวกเขาเพิ่มขึ้นมาเอง เช่น ในพระคัมภีร์สอนว่า ให้หยุดการงานในวันสะบาโต (อพยพ 20:8-10) ฟาริสีจะตีความเพิ่มกฎขึ้นว่า ห้ามพกของหนักในวันสะบาโต, ห้ามพกของหนักเกิน “น้ำหนักของอินทผลัมสองลูก”, ห้ามเดินเกิน “2,000 ศอก” (ประมาณ 900 เมตร) จากบ้านในวันสะบาโต แม้กระทั่ง ห้ามรักษาคนเจ็บ เว้นแต่ใกล้ตาย เมื่อพวกเขาถือตนว่าเป็นคนเคร่งศาสนา เขามักวิพากษ์วิจารณ์ คอยจับผิดคนอื่น แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ฟาริสีจะอดอาหาร และอธิษฐานเป็นประจำ และชอบให้คนเห็นว่าตนเองเคร่งครัดแค่ไหน แม้ภายนอกพวกเขาจะดูดี แต่พระเยซูรู้ว่า ภายในใจพวกเขาไม่จริงใจต่อพระเจ้า พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นคนของศาสนาและดีกว่าคนอื่น พวกเขาดูถูกและไม่สุงสิงกับคนบาป เช่น คนเก็บภาษี คนยากจน หรือคนป่วย บางครั้งพวกเขาทำดีเพื่อจะได้หน้าและคำชมเชย ไม่ใช่เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ส่วนคนเก็บภาษี ซึ่งเราอาจเรียกว่า เจ้าหน้าที่ภาษีศุลกากรในปัจจุบัน ในสมัยของพระเยซู อิสราเอลเป็นเมืองขึ้นของโรม คนเก็บภาษีจะเป็นคนยิวที่จัดเก็บภาษีแทนรัฐบาลโรมัน เขาจะส่งเงินภาษีให้โรมตามที่ถูกกำหนดไว้ และส่วนใหญ่พวกเขามักจะเก็บภาษีจากประชาชนสูงกว่าที่โรมกำหนดไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นกำไรส่วนตัว ชาวยิวจึงมองว่าคนเก็บภาษีเป็นคนทรยศ มักขี้โกง ขูดรีดประชาชนพี่น้องชาติเดียวกัน พวกเขาจะถูกเรียกว่า คนบาป และไม่มีใครอยากจะคบหาสมาคมด้วย
รูปภาพที่ 2 ฟาริสีคนนั้นยืนอยู่แต่ลำพัง อ้าแขนออกแหงนหน้าขึ้นฟ้า แล้วอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นคนฉ้อโกง เป็นคนอธรรม เป็นคนล่วงประเวณีผิดศีลธรรม และขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ด้วย! ข้าพระองค์ถืออดอาหารสัปดาห์ละสองครั้ง และสารพัดสิ่งที่ข้าพระองค์หามาได้ ข้าพระองค์ก็ถวายสิบลดเสมอ”
รูปภาพที่ 3 ส่วนคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล เขายืนอยู่ห่างๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นฟ้า เขาตีอกชกตัวและพูดด้วยความทุกข์ใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ ผู้เป็นคนบาปเถิด!”
พระเยซูจึงพูดว่า “คนเก็บภาษีนี้ต่างหากที่พระเจ้ายอมรับ เมื่อเขาเดินกลับออกไปถึงบ้าน เขาก็ถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรม ไม่ใช่ฟาริสีอีกคนหนึ่ง เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวเองขึ้น จะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น”
รูปภาพที่ 4 เมื่อพระเยซูพูดเสร็จ มีบางคนอุ้มเด็กเล็กๆ มาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระเยซูอวยพรเด็กๆ แต่เมื่อพวกสาวกเห็นเข้า พวกเขาก็รีบห้ามไม่ให้พวกเขาเข้าใกล้พระเยซู แต่พระองค์กลับเรียกให้เขาเอาเด็กๆ เข้ามาหา และพูดว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนอย่างพวกเขานี่แหละ เราบอกความจริงว่า ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนกับเด็กเล็กๆ จะไม่ได้เข้าไปในแผ่นดินนั้นเลย”
แผนการแห่งความรอด
สำหรับเด็กที่ไม่เป็นคริสเตียน เมื่อพระเจ้ามองดูมนุษย์ พระองค์มองทะลุเข้าไปถึงท่าทีในใจของพวกเขา พระเยซูให้หนูเห็นภาพชัดเจนว่า ไม่ว่าคนเก็บภาษีจะเป็นคนบาปชั่วสักแค่ไหน หากเขาสำนึกในความบาปผิดของเขาอย่างจริงใจ และกลับใจใหม่พระองค์ก็ยินดีต้อนรับเขา หรือแม้แต่เด็กเล็กๆ ที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่ให้ความสำคัญ แต่พระเยซูกลับยินดีอ้าแขนรับและอวยพรพวกเขา แถมยังชื่นชมว่าความเชื่อแบบเด็กเล็กๆ นี่แหละที่นำพวกเขาไปถึงแผ่นดินของพระเจ้า วันนี้หากหนูต้องการจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ และหนูสำนึกรู้ตัวว่า หนูเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ หนูเป็นคนบาปและต้องการให้พระเจ้าช่วยหนู หนูจำเป็นต้องเชื่อวางใจพระเจ้าด้วยใจจริง เชื่อว่าพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้า ที่มาตายบนไม้กางเขนเพื่อรับโทษบาปแทนหนู พระเจ้าต้อนรับคนที่เชื่อพระองค์อย่างจริงใจและถ่อมใจ
พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับหนูอย่างไร

พระเยซูกล่าวคำอุปมานี้เพื่อจะสอนคนที่มั่นใจในความชอบธรรมของตัวเอง เพราะคุณความดีที่เขาได้กระทำไป แต่กลับดูถูกดูแคลนคนอื่นว่าไม่เคร่งศาสนาเท่ากับตน สำหรับเด็กที่เป็นคริสเตียน เมื่อหนูอธิษฐานพูดคุยกับพระเจ้า พระเจ้าฟังคำพูดจากหัวใจของหนูมากกว่าคำพูดสวยหรูที่หูมนุษย์ได้ยิน พระเจ้ายกชูช่วยเหลือคนที่เข้ามาพึ่งพาพระองค์ ด้วยรู้ตัวดีว่าตัวของเขาเองไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จึงต้องขอความเมตตาจากพระองค์ ความเชื่อโดยไม่สงสัยแบบเด็กๆ ของหนู เป็นกลิ่นหอมและเป็นสิ่งที่ทำให้พระเจ้าชื่นใจในตัวหนู เพราะฉะนั้น ไม่ว่าหนูจะเก่งแค่ไหน หรือดีแค่ไหน ระลึกไว้ว่าพระเจ้าไม่ต้องการให้หนูคิดว่าหนูเก่งกว่าใคร หนูดีกว่าคนโน้น หรือหนูเจ๋งกว่าคนนี้ แต่พระเจ้าต้องการให้หนูมองข้อดีของเพื่อนแทนที่จะเปรียบเทียบ มีใจถ่อม ใส่ใจ และรักคนอื่นเหมือนอย่างที่พระองค์รักหนู
รูปภาพประกอบ
ข้อกำหนดในการใช้บทเรียนรูปภาพ เราต้องการให้บทเรียนและรูปภาพประกอบเป็นพระพรสำหรับทุกท่าน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านที่จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือใช้ในทางที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของเรา
คำถามอภิปราย
(คำถามไม่เพียงทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนเท่านั้น แต่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้คิดใคร่ครวญประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บางคำถามอาจไม่มีคำตอบผิดหรือถูก แต่ช่วยให้เกิดการอภิปรายกันในห้องเรียน เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยในเวลาเดียวกัน)
- ฟาริสีคือใคร และคนเก็บภาษีคือใครในสมัยพระคัมภีร์?
- ฟาริสีและคนเก็บภาษีมาทำอะไรที่พระวิหาร?
- ในคำอุปมาของพระเยซู ท่าทีของคนฟาริสีต่างกับท่าทีของคนเก็บภาษีอย่างไร?
- “ทุกคนที่ยกตัวเองขึ้น จะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น” มีความหมายอย่างไรสำหรับหนู?
- เมื่อเด็กๆ เข้ามาหาพระเยซู หนูคิดว่า ทำไมพวกสาวกถึงกีดกันไม่ให้พวกเขาได้เข้าไปหาพระเยซู?
- เมื่อพระเยซูเห็นอย่างงั้น พระองค์สั่งสาวกให้ทำอะไร?
- “ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนกับเด็กเล็กๆ จะไม่ได้เข้าไปในแผ่นดินนั้นเลย” ความเชื่อแบบเด็กเล็กๆ เป็นความเชื่อแบบไหน?
กิจกรรม
“คนถ่อมใจกับคนเย่อหยิ่ง”
เราลองมาดูกันสิว่า คนถ่อมใจ กับ คนเย่อหยิ่ง มีหัวใจต่างกันยังไงบ้าง?
ให้หนูระบายสีหัวใจของคนถ่อมใจด้วยสีสันสวยงาม และหัวใจของคนเย่อหยิ่งด้วยสีดำ หลังจากนั้นให้ใช้กรรไกรตัดคำพูดข้างล่างเหล่านี้ นำไปทากาวแปะลงบนหัวใจที่หนูระบายสีไว้
วันนี้หนูต้องตัดสินใจแล้วว่า การกระทำแบบไหนที่พระเจ้าพอใจ และการกระทำแบบไหนที่มาจากหัวใจเย่อหยิ่ง
